เรื่องเล่าของสาววิศวะ : ต้นเหตุของความมานะ

เรียนวิศวะ ถามว่าเรียนยากไหม ฉันตอบให้ได้เลยว่ายาก กว่าจะผ่าน 4 ปีอันหรรษามาได้เลือดตาแทบกระเด็นเหมือนกัน บางที(ส่วนใหญ่)ก็ต้องกัดฟันเรียนวิชาที่ไม่ได้ชอบหรือมีความถนัดแข่งกับอัจฉริยะทั้งหลาย เกรดตอนจบออกมาของฉันค่อนข้างดี ทำให้ใครๆหลายคนมองว่า ฉันหัวดี เทพ เก่ง วันนี้จะเอาความจริงมาเล่าสู่กันฟังว่าจริงๆแล้วฉันเป็นคนธรรมดา หัวธรรมดาติดจะมึนๆด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ได้มาทั้งหมดนี้เกิดจากความมานะพยายามทั้งสิ้น ที่สำคัญคือ ที่มาของความมานะเหล่านั้นซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้

ก่อนอื่นจะขอเกริ่นกลับไปถึงระบบการเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกับตอนมัธยมราวฟ้ากับเหว ตอนมัธยม พวกเราคงคุ้นชินกับระบบตัวเลข คือ เกรด 0-4 ต่ำสุดคือ 0 สูงสุดคือ 4 และคำว่า “ตัดเกรดอิงเกณฑ์” คือจะมีเกณฑ์วางเอาไว้ เช่น 80 คะแนนขึ้นไป = เกรด 4, 70-79 คะแนน = เกรด 3 ฯลฯ ดังนั้น เหตุการณ์ที่เด็กได้เกรด 4 กันเกือบทั้งห้องก็เป็นไปได้ ถ้าข้อสอบง่ายเกินไป อาจจะวัดไม่ได้ว่าเด็กเข้าใจในตัววิชาได้จริงหรือไม่ ส่วนระดับมหาวิทยาลัยได้ การให้เกรดจะเปลี่ยนเป็นตัวอักษรเพื่อให้ดู in trend ขึ้น มีตั้งแต่ A-F อีกทั้งมีประจุคั่นตรงกลางเช่น B+, C+ เป็นต้น โดย A คือเกรด 4, B+ คือเกรด 3.5 ไล่ลงไปเรื่อยๆ แต่พอตอนตัดเกรดรวม (GPA)ก็จะกลับไปเป็นตัวเลขเหมือนเดิม ณ จุดๆ นี้ ความมันส์ได้บังเกิด เนื่องจากมีคำว่า “ตัดเกรดอิงกลุ่ม” เกิดขึ้น คือการเอาคะแนนของเราไปเทียบกับเพื่อนในกลุ่มแล้วตัดออกมาเป็นเกรด ถ้าคะแนนของเราอยู่ที่คะแนนเฉลี่ย เราก็จะได้ C = เกรด 2 (คิดดู ได้คะแนนเป็นมาตรฐานยังได้แค่เกรด 2 ม่ายยยย) ที่สถาบัน เหล่ามนุษย์วิศวะเรียกมันว่า ทะเล save เข้าใจว่ามันคือเกรดที่ได้กันเยอะที่สุดเป็นทะเล ส่วน save คือเป็นเกรดที่ปลอดภัยจากการติดโปรหรือถูกรีไทร์ ดังนั้นการที่จะได้ A คือการได้คะแนนสูงกว่ามาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญอาจารย์บางคนจะกำหนดเปอร์เซ็นเอาไว้ว่าจะตัด A,B ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น ฟัง concept ก็ปวดใจแล้ว

จุดไคลแมกซ์จะอยู่ที่คำว่า รีไทร์และติดโปร รีไทร์คือการเชิญให้ออกจากความเป็นนักศึกษา เงื่อนไขคือถ้าได้ GPA ต่ำกว่า 1 ก็เชิญออกไปเลย (แต่การจะได้ขนาดนั้นมันก็ยากเหมือนกัน คือเกรดเป็น D แทบจะทั้งหมด และต้องมี F ด้วย) ส่วนการติดโปร (ไม่ใช่ professional แต่เป็น probation) คล้ายๆกับการติดทัณฑ์บนเอาไว้ เงื่อนไขจริงๆซับซ้อน แต่ขออธิบายง่ายๆคือ ถ้าได้ GPA ต่ำกว่า 2 จะถือว่าติดโปร ติดต่อกัน 2 เทอม จะถูกเชิญออกไปหรือรีไทร์นั่นเอง (จึงเป็นสาเหตุให้มนุษย์วิศวะที่นี่ เรียกเกรด 2 หรือ C ว่า save) บางคนจะใช้วิธีติดโปรเทอมเว้นเทอม หรือลากโปร แต่ละเทอมก็ลุ้นกัน สุดใจขาดดิ้น

คำว่าเกียรตินิยม จะถูกพูดถึงกันตอนปีสี่มากที่สุด เพราะจังหวะนั้นจะค่อนข้างรู้แล้วว่าตัวเองจะมีสิทธิ์ได้มันหรือไม่ มีอยู่ 2 อันดับด้วยกัน นั่นคือ อันดับ 1 และอันดับ 2 เงื่อนไขง่ายคือ เกียรตินิยมอันดับ 2 จะได้ก็ต่อเมื่อได้ GPA ตอนจบ 3.25 ขึ้นไป ส่วนอันดับ 1 คือ 3.50 ขึ้นไป บางคนขาดไป 0.01 ก็น่าเสียดายมากๆเหมือนกัน

ตัดกลับไปที่ตอนที่ฉันเพิ่งเข้าไปเรียนใหม่ๆ แล้วรุ่นพี่เล่า concept เหล่านี้ให้ฟัง ความรู้สึกตอนนั้นคือ shift หายแล้ว กลัวมากที่จะถูกรีไทร์ออกมาแล้วพ่อแม่ต้องเสียใจ สิ่งที่ตั้งมั่นก็คือต้องไม่ให้ติดโปรให้ได้ แต่จะให้เรียนเอาโล่ ฉันขอไม่สู้ อีกอย่างคือ ฉันเคยเป็นเด็กเนิร์ด วันๆเอาแต่เรียนมาก่อน ทำให้เข้ากับเพื่อนๆได้ไม่ดีนักตอนอยู่มัธยม เลยคิดว่าจะพยายามอยู่กลางๆดีกว่า

ฉันเริ่มใช้ชีวิตในระดับมหาวิทยาลัยฉีกแนวออกจากชีวิตเดิมๆที่อยู่ในกฎระเบียบ ในครึ่งเทอมแรก โดดเรียนมาหมกตัวอยู่ที่ชมรมโดยไม่เข้าเรียนวิชานั้นๆเลยก็มี เรียนกลับมามีการบ้านก็เอาวางไว้ตรงนั้น เดี๋ยวตอนส่งค่อยไปหาลอกก็มี ไม่เคยเอากลับไปอ่านทบทวนที่หอพัก แม้จะตงิดๆใจ แต่การได้เล่นได้อยู่กับเพื่อนได้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆมันสนุกมันสบายใจ ทำไมต้องไปขยันเรียน จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้ทำแล็ปอยู่กับคู่แล็ปซึ่งเป็นเพื่อนผู้ชายอยู่ ฉันก็เสนอความคิดเห็นออกไปว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ เขาก็ทำเป็นไม่สนใจความคิดของฉันและให้ฉันวาดกราฟต่อไป อีกหลายๆครั้ง ที่ความเห็นทางวิชาการของฉันเหมือนจะเป็นเสียงแมงหวี่ที่ไม่มีใครฟัง โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชาย (ไม่ได้เหมารวมทั้งหมดนะ แต่จากที่ฉันเจอมาคือ ลึกๆพวกเขาอาจจะคิดว่าฉันไม่มีศักยภาพทางการเรียนพอ ก็เลยลืมที่จะฟังความคิดฉัน) แต่พอมีคนเสนอความคิดเหมือนๆฉัน มันกลับได้รับความสนใจและเอาไปปฎิบัติจริง จากจุดเล็กๆแค่นี้เองทำให้ฉันยอมไม่ได้ ฉันเป็นคนแบบนี้ ถ้าใครมันดูถูกหรือแสดงกิริยาว่าดูถูกเมื่อไหร่ มันจะเป็นเหมือนไฟสุ่มขึ้นให้ฉันมีความพยายามจนไม่มีที่สิ้นสุดเลยทีเดียว อาทิตย์ก่อนสอบ ฉันหมกตัวอยู่ในห้องอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืนถึงขนาดเลือดกำเดาไหลส่งหนังสือที่อ่านอยู่เลยทีเดียว การที่ฉันเป็นเด็กโควต้าเป็นข้อเสียอย่างรุนแรงที่ฉันไม่ได้อ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ O-Net A-Net (แสดงถึงความแก่เชียว) ตอนม.6 ส่งผลให้ความรู้ด้านเคมี ฟิสิกส์ไม่แน่น และต้องอ่านมากกว่าคนอื่นที่เตรียมตัวมาอย่างดีแล้วเป็นเท่าตัว เครียดและกดดันถึงขนาดนอนก่ายหน้าผากอยู่หลายวัน

คะแนนกลางภาคของฉันออกมาค่อนข้างดีเลยทีเดียว บางวิชาก็สูงจนเพื่อนตกใจ เพื่อนๆเริ่มยอมรับฟังความคิดเห็นของฉัน แต่ฉันก็เริ่มกังวลว่าต่อไปมันจะไปซ้ำรอยกับตอนมัธยม ฉันจะกลายเป็นเด็กเนิร์ด เอาแต่เรียน ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย และฉันผ่านมันมาได้ ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องเพื่อน สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จาก 4 ปีที่สนุกที่สุดในชีวิต และเป็นบทเรียนอันมีค่าของฉัน

บทเรียนที่ 1 แบ่งปัน (สำคัญมาก)

สิ่งที่ฉันขาดตอนมัธยมคือการแบ่งปันความรู้ ทำให้เพื่อนมองว่าเห็นแก่ตัวเก็บสิ่งที่ตัวเองรู้ไว้คนเดียว เมื่อก่อน ฉันมองว่า ฉันไม่ได้ฉลาด อัจฉริยะมาตั้งแต่เกิด ฉันพยายามมากนะ ลำบากนะ กว่าจะอ่านมาได้ ขวนขวายไม่ได้จนรู้ขนาดนี้ ทำไมต้องให้เพื่อนลอกการบ้าน ลอกข้อสอบง่ายๆด้วย แต่จริงๆแล้วการแบ่งปัน สามารถทำได้หลายวิธี ไม่จำเป็นต้องให้ลอกอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้ช่วยอะไรเพื่อนแล้ว ยังเสี่ยงให้ตัวเองถูกไล่ออกอีกตั้งหาก สิ่งที่ฉันทำคือการทำสรุปประเด็นสำคัญต่างๆที่เรียน ในระดับมหาวิทยาลัย อาจารย์จะสอนได้ text book และสไลด์ Power Point ฉันจะพยายามสรุปเนื้อหาที่สำคัญและควรเข้าใจออกมา โดยพยายามวาดเป็นรูปหรือ diagram ให้ดูง่ายๆ และแจกจ่ายให้เพื่อนๆ เพราะบางครั้งเพื่อนอ่านไม่ทัน หรืออ่านจากตัวอักษรยึบยับก็ไม่เข้าใจ อย่างน้อยสรุปเราก็ช่วยอะไรได้บ้าง ส่วนตัวเรา ใช่ว่าจะเสียเปรียบ การทำสรุปจะทำให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะต้องคิดแล้วคิดอีก ต้องเข้าใจจริงๆ ถึงจะเอาเนื้อความนั้น ไปเขียนต่อหรือไปวาดเป็นรูปได้ อีกอย่างที่ทำได้คือ เปิดติว ก็เอาจากที่เราสรุปนั่นแหละมาสอนเหมือนเราเป็นอาจารย์ เพื่อนได้ความรู้  เราฝึกการพูดการสื่อสาร ได้ทบทวนอีกรอบทำให้เข้าใจมากขึ้น win-win ทั้งคู่ ฉันจะรู้สึกดีทุกครั้งที่มีคนมาบอกว่าได้สรุปฉันช่วยไว้ หรือเป็นเพราะฉันสอนเขาถึงทำได้ มันเป็นความรู้สึกที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

บทเรียนที่ 2 ให้เวลากับการอ่านหนังสือ

การอ่านอัดทุกอย่างในอาทิตย์เดียวของการสอบครั้งแรกทำให้ฉันเข็ดจนทุกวันนี้ นอกจากจะทรมานแล้ว แป๊บเดียวก็ลืม หรือลืมก่อนจะเข้าห้องสอบด้วยซ้ำไป สิ่งที่ฉันทำคือ ถ้าเนื้อหาไม่มากนักเช่น ตอนปี  2 กับปี 4 ฉันจะอ่าน 1 เดือนก่อนสอบ ส่วนถ้าเยอะจัดก็อ่านมันตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเรียน ถามว่างี้ก็เรียนอย่างเดียวสิ ตลกล่ะ ใช้เวลาอ่านหนังสือวันล่ะ 1-2 ชั่วโมง จะตื่นเช้าหรือก่อนนอนก็ตามสะดวก (เทียบกับปัจจุบันนี้พวกเราเล่น facebook กันยังมากกว่านี้) ยังมีเวลาไปทำอย่างอื่นอีกเยอะแยะไป ข้อดีของการค่อยๆอ่านคือเข้าใจจริงๆ จำได้นาน มีเวลาทำสรุปประเด็นสำคัญเก็บไว้อ่านอีกทีใกล้ๆสอบ

บทเรียนที่ 3 ทำสรุปหรือ highlight ประเด็นสำคัญ

เชื่อเถอะ ฉันจบมาได้เพราะการทำสรุป นอกจากข้อดีข้างต้นที่กล่าวไปแล้ว มันฝึกให้ฉันเป็นคนเรียนรู้เร็วขึ้น เพราะจับประเด็นได้ไว และฝึกการสื่อความให้เข้าใจง่าย กระชับ ซึ่ง skills เหล่านี้มันเอามาใช้ช่วยในการทำงานจริงๆ

บทเรียนที่ 4 อ่านทบทวน

อย่าได้เชื่อใจในสมองของเรามากเกินไปนักนอกจากคุณจะเป็นอัจฉริยตั้งแต่เกิด สำหรับคนธรรมดา การอ่านเพียงครั้งเดียว ไม่สามารถทำให้เราเก็บรายละเอียดหรือจำทั้งหมดได้ ไม่มีทาง ฉันอ่านหนังสืออย่างน้อย 3-5 รอบ แต่รอบหลังๆคืออ่านในสรุปอย่างเดียวจะได้ไม่ต้องเสียเวลา

บทเรียนที่ 5 อ่าน text book เท่านั้น

ได้รับเนื้อหาที่ไม่ผิดเพี้ยน ที่สำคัญคือเป็นการฝึกอ่านภาษาอังกฤษด้วย text book ดูเหมือนจะอ่านยาก เยอะ แต่จริงๆเป็นอะไรที่อ่านง่ายสุดๆแล้ว เพราะอาจารย์สอนแล้วในห้อง อีกทั้งมีแต่ศัพท์เทคนิคที่ส่วนมากภาษาไทยก็ใข้ทับศัพท์ ถ้ามีตัวเลือกระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ จงไปซื้อภาษาอังกฤษมาอ่านซะ อย่าคิดว่าอ่านภาษาไทยเข้าใจง่ายกว่า กัดฟันซักนิดแล้วชีวิตจะดีภายหลัง

บทเรียนที่ 6 อย่าเรียนอย่างเดียว

เป็นความจริงที่กิจกรรมช่วยให้แง่มุมอื่นของชีวิตกับเรา เราจะได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น การบริหารจัดการทรัพยากร (คนและเวลา) ก็มีที่บางบริษัทเน้นรับเด็กที่ทำกิจกรรมด้วยเรียนไปด้วยเพราะเขาจะถือว่า  skills เหล่านี้สำคัญ

บทเรียนที่ 7 ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายมันเป็นเหมือนยาวิเศษจริงๆ เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรงไร้โรคภัยแล้ว สมองยังปลอดโปร่งแล่นฉิวเหมือนอินเตอร์เน็ต 4G บางทีคิดคำตอบออกระหว่างออกกำลังกายก็มี

บทเรียนสุดท้าย อย่าสนใจความคิดเห็นคนอื่นให้มากนัก

การเป็นมนุษย์วิศวะจะต้องมีบ้างที่ออกไปสังสรรค์ ไปกินเหล้าเฮฮากับเพื่อน ฉันก็ไปบ้างแต่ไม่ชอบ บางครั้งก็มีเพื่อนๆมีพาดพิงถึงว่าไม่ใช้ชีวิต ไม่มีสังคม เดี๋ยวจะไม่เจริญในหน้าที่การงาน บลาๆ อย่าได้แคร์พวกปากหอยปากปู เพราะการใช้ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกันไป เราก็มีทางของเราในการมีความสุข จงเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ คิดถึงหน้าพ่อแม่ไว้เยอะๆ แล้วสุดท้ายเราจะได้สิ่งที่ดีๆกลับมา

หวังว่า post นี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆบ้าง งัดวิชามารมาแฉหมดเลยนะเนี่ย 😉

2 comments

  1. ไม่ค่อยสังสรรค์กลางคืนเหมือนกัน
    ถ้าเพื่อนจะไม่คบเพราะเรื่องแค่นี้(โดยไม่ดูว่าเพราะอะไร)
    ก็ตามใจเขาเถิดดดด
    เรื่อง text นี่จริงเลยโดยเฉพาะmath ถ้าไปอ่านของไทยนะปวดกระบาลจริงเชียว555555555555

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*