ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเรียน MBA ที่อเมริกา

บล็อกนี้น่าจะใช้ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลนานที่สุดนั่นก็คือ 2 ปี เก็บทุกสลิป จดทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ไป (แต่วันไหนเมาๆก็ลืมบ้างว่าแม่งจ่ายอะไรไปวะ จบที่หมวด ‘Others’ ฮ่าๆ) จริงๆอยากจะทำตั้งนานแล้วแต่ไม่มีเวลา (ข้ออ้างเดิมๆ) กับไม่กล้าทำ visualization กลัวตัวเองช็อกกับเงินที่ใช้ไป ฮืออออ

ความตั้งใจของการเขียนเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตอนอายุ 25 ตอนนั้นเริ่มรู้ตัวแล้วว่าต้องเรียน MBA ถึงจะจูนความฝันที่จะเป็นเรียนต่อต่างประเทศกับเส้นทางอาชีพเข้าด้วยกันได้ รู้ว่ามันแพงมากแต่ก็ไม่รู้ว่าขนาดไหน ต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ถึงจะไปได้ แล้วประหยัดอะไรได้ไหม พยายามหาข้อมูลแต่ก็ไม่ค่อยเจอแบบละเอียด ส่วนใหญ่คือเจอแต่ค่าเทอมที่เป็นข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว เวลาคุยกับคนที่เรียนอยู่ก็ได้ตัวเลขกลมๆมา ไม่มีใครมานั่งวิเคราะห์ให้ ตอนเรียนก็กลัวตังไม่พอนะ นั่ง track ทุกเดือนว่ากูยังไหวป่าวว้า จบออกมาก็ถูกถามเรื่องนี้เยอะอยู่ เอาอย่างนี้ละกัน วันนี้เอาแบบละเอียดไปเลย จะได้เตรียมหยอดกระปุกกันถูก

DISCLAIMER: ขอใส่ disclaimer นิ้ดดดดนึงเดี๋ยวทัวร์ลง ไม่ได้มีเจตนาอวดรวยแต่อย่างใดจริงๆ (เพราะกูโคตรจน) ถ้าใครเคยอ่านเรื่องในบล็อกมาบ้างจะรู้ว่าฉันมาจาก lower middle class แล้วก็ต้องใช้เวลาเก็บเงินไปเรียนเอง ถ้าเทียบกับคนไทยด้วยกันคือไปเรียนตอนแก่แล้ว (เป็นปูชนียบุคคลของรุ่นเลยก็ว่าได้) ด้วยจังหวะที่ดี มีเพื่อนที่ดี เลยทำให้ฉันได้โอกาสไปเรียน แล้วที่มาเขียนเล่าเป็นเพราะฉันมี passion เรื่อง upward mobility (การที่ประชากรสามารถข้ามไปสู่ social economic class ที่สูงขึ้น) เรื่องหลายๆเรื่องที่เขียนเพราะอยากให้คนที่มาอ่านเห็นว่า เอ้ย ถ้าเจนมันทำได้ ฉันก็ต้องทำได้เหมือนกัน งั้นไม่ต้องท้อนะ สู้!

CONTEXT: MBA ที่ฉันไปเรียนคือที่ Kellogg School of Management อยู่ที่อเมริการัฐ Illinois โปรแกรมแบบสองปี ณ ตอนที่ไปอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ดอลลาร์ละ 31.5 บาท ดังนั้นถ้าเพื่อนๆดูอยู่โรงเรียนอื่น อยู่ประเทศอื่น โปรแกรมรูปแบบอื่น อาจจะมีความต่างด้านค่าเทอมค่าครองชีพ เดี๋ยวเราไปพูดกันในรายละเอียดอีกที

OVERALL: มาถึงความจริงอันโหดร้าย การมาเรียน MBA แบบ 2 ปีใช้เงินทั้งสิ้น 7.6 ล้านบาท (นี่คือรวมหมดแล้วนะตั้งแต่ค่าวีซ่า ตั๋วเครื่องบินมาอเมริกา ค่าเทอม ค่ากินอยู่) ที่แยกไว้คือพอดีฉันได้ทุนค่าเทอมจากโรงเรียน ที่จ่ายจริงๆคือ 4.8 ล้านบาท (เข่าทรุด) ตอนเทอมสุดท้ายนี่คือลุ้นขี้ปิ๊ดว่าเงินจะพอไหม ต้องเริ่มทำงานเร็วเพราะว่าอีกนิดนึงต้องไปเป็น homeless แล้ว (พักสองอาทิตย์คือเริ่มเลย เพื่อนถึงกับงงว่าเมิงรีบไปไหน เอาจริงฉันทำงานมาจะห้าเดือนแล้วเพื่อนบางคนมันยังเที่ยวอยู่เลยเนี่ย)

ฉันแยกค่าใช้จ่ายเป็น 5 หมวดนะ ประกอบด้วย

  • Education หลักๆก็ค่าเทอมนี่แหละ ในอเมริกา โรงเรียนที่เคลมว่าเป็น Top Business School จะอยู่ราวๆ $70,000++ หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท ต่อปี สองปีก็พอดี 5 ล้านบาท บ้านเดี่ยวหนึ่งหลัง
  • Housing ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ตามมาเป็นอันดับสอง สองปีอยู่ที่ 1.1 ล้านบาท อันนี้คือแบบถูกสุดในการอยู่คนเดียวแล้วนะ เป็น Studio ในตึกเก่าๆ แต่เมืองที่อยู่มันเป็นเมืองผู้ดีอ่ะ อารมณ์เมืองคนขาวส่งลูกเรียนโรงเรียนเอกชน ค่าอพาร์ทเม้นแพงพอๆกับใจกลางเมืองใหญ่อย่าง Chicago ที่อยู่ติดกัน
  • Travel & Activity โฮก 7.5 แสน มา MBA ก็แน่อยู่แล้วว่าไม่ค่อยเรียน เน้นปาร์ตี้กับเที่ยว (แม่จะแวะมาอ่านป้ะเนี่ยยย) ถ้าจะประหยัดคือตรงนี้แหละ ถ้าฉันให้คะแนนตัวเอง จาก 0 คือโคตรประหยัด ถึง 10 คือโครตฟุ่มเฟื่อย น่าจะอยู่ประมาณ 3-4 กลางๆค่อนมาทางประหยัด จะเริ่มใช้เงินตอนเรียนปีสองผ่านการได้เงินจากฝึกงานมาต่อชีวิตแล้ว เพื่อนที่ไม่ค่อยปาร์ตี้ ไม่ค่อยไปไหน ประหยัดแบบสุดก็มี เพื่อนที่ไปทุกทริป ทุกงาน ประหนึ่งบ้านอยู่โรงกษาปณ์ก็มี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเงินของแต่ละคน
  • Food & Supplies ใช้ไป 6.8 แสน ในการกินและช็อปปิ้งเสื้อผ้าของใช้ ซึ่งถือค่าใช้จ่ายฉันเป็น baseline ได้เลยเพราะฉันโคตรประหยัด ทำอาหารไม่เป็นก็ดันทุรังทำกินเองตลอดแถมทำให้เพื่อนกินหารายได้เข้ากระเป๋าด้วย น้อยมากที่จะออกไปกินข้างนอก พวกซื้อของส่วนใหญ่ก็เท่าที่จำเป็นจริงๆ function over fashion
  • Others ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ (เบ็ดเตล็ดอะไรวะปาไป 3 แสน) พวกค่าวีซ่า ค่าเดินทาง ค่า subscription ต่างๆ ที่แพงที่สุดก็คือค่าประกันสุขภาพที่นักเรียนต่างชาติทุกคนต้องจ่าย (ปีละแสนสามเองงง เคลมอะไรก็ไม่ได้ โคตรเซ็ง)

อันนี้น้ำจิ้ม เดี๋ยวมาเจาะกันว่าฉันเอาเงินเก็บจากการทำงาน 7 ปีมาละลายกับอะไรบ้าง เอาจริง เขียนไปคือใจหายไป ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าความรู้ที่เราได้มันไม่สามารถประเมินค่าได้ (แต่คือเมิงไม่เรียนไงไอเจน)

EDUCATION: หมวด Education ประกอบไปด้วยค่าเทอม ค่าหนังสือ (ซึ่งทำไมมันไม่รวมไปกับค่าเทอมมิทราบ) ค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวไปเรียน

ค่าเทอมเนี่ยจะแบ่งจ่ายเป็น 6 เทอม เทอมละ 7.8 แสนบาท (ที่นี่เรียนกันว่า Quarter ปีหนึ่งเรียน​ Fall, Winter, Spring แล้วปิดเทอมตอน Summer) ที่น่าหมั่นไส้ที่สุดก็คือ ตอนที่ติดโรงเรียนจะให้ Deposit $2,000 หรือประมาณ 7 หมื่นบาท (แล้วแต่โรงเรียนนะ แต่ส่วนใหญ่คือเท่านี้) กรณีคนติดหลายที่ก็ต้องเลือกจ่าย deposit เพื่อยืนยันว่าเราจะไปเรียนที่นี่จริงๆ เค้าจะได้เก็บที่นั่งไว้ให้ ตอนนั้นเข้าใจว่า deposit เดี๋ยวต้องเอาไปโปะกับค่าเรียนใช่มะ นี่ไม่เว้ยยยย เก็บเพิ่มจ้า เป็นเรื่องเดียวที่ไม่เกี่ยวกัน เพิ่งมาเจอตอนเขียนบล็อกนี่แหละ โมโห!

ในหมวดย่อย Preparation หรือรายจ่ายก่อนไปของฉันประกอบด้วย ค่าวีซ่า 1 หมื่นบาท ค่าฉีดวัคซีน 1.2 หมื่นบาท และค่าตั๋วเครื่องบินขาเดียวจากไทยมาอเมริกาอีก 3 หมื่นบาท

หนังสือเรียนมันเป็นแบบดิจิตอลอ่ะคือจับก๊กหารกับเพื่อนเอานะ (งกขนาดนี้ไม่มีซื้อมาอ่านคนเดียว) ตอนแรกหากลุ่มลำบากมากเพราะไม่รู้จักใคร หลังๆนี่รวมกลุ่มเองเลย เผลอๆได้กำไรอีกตั้งหาก แต่ถ้าไปลงวิชาแปลกๆไม่มีคนรู้จักก็แบกรับค่าหนังสือไป เซ็งเห็ด

HOUSING: ค่าอพาร์ทเมนท์ตกเดือนล่ะ 4 หมื่นต่อเดือน แต่ก่อนอยู่สาทรจ่ายอยู่ 4 พัน (น้ำตาตก) ตามที่พรรณนาไว้ด้านบน เป็นห้อง studio หมายถึงไม่มีห้องนอนแยก (แต่ก็ยังจัดปาร์ตี้ได้อยู่ดี ฮ่าๆ) ที่ดีคือมีครัวไว้ทำอาหาร แต่ทอดปลาสลิดไม่ได้นะ หอมยันที่นอน เสื้อผ้ากันเลย ขอบ่นหน่อย ตอนนั้นว่าแพงแล้วตอนนี้มาอยู่ California คือแพงกว่าเท่าตัว จ่ายค่าอพาร์ทเมนท์ทีตัวเบาหวิวเลย เดี๋ยวไว้เขียนแยกอีกบล็อกนึง อ่อ security deposit เค้าคืนให้ตอนออกนะ แต่ฉันโดนหัก late fee บานเลย (เดือนละ 700 บาท เลทไป 5-6 เดือนอ่ะ ปลง)

ค่าเฟอร์เหมือนจะแพงแต่คือโคตรถูกแล้วเพราะซื้อยกเซ็ตต่อมาจากคนเช่าเก่า ที่นอน โซฟา จาน ชาม หม้อหุงข้าว พร้อมอยู่ แค่มันจะเก่ามากๆๆๆ ที่นอนที่คือยวบมากกกก ปวดหลังจนฝังใจ ตอนย้ายออกก็ขายยกเซ็ตให้คนที่มาเช่าต่อแต่ลดราคาให้เค้า $100 เพราะเปิดบ้านปาร์ตี้แล้วเพื่อนๆพากันกระโดดบนเตียงจนเตียงหัก (สาบานว่าพวกนี้วัยยี่สิบปลายกันแล้ว) ตอนแรกก็คิดว่าแพงนะ แต่พอย้ายมา California ต้องซื้อใหม่เองนี่คือเกือบ 2 แสน เลยตระหนักรู้ได้ว่า ราคานี้ ถูกโคตรๆ

ที่เหลือก็พวกค่าไฟ(น้ำฟรี) โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต ใน pie chart เป็นรวมสองปี ส่วนด้านขวามือคือสรุปรายเดือนจ้า

TRAVEL & ACTIVITY: สำหรับหมวดนี้นิยาม Travel หรือว่าการท่องเที่ยวของฉันคือต้องมีการค้างคืนที่อื่นที่นอกเหนือจากอพาร์ทเม้นท์ของตัวเอง ส่วน Activity หรือกิจกรรมเป็นอารมณ์ไปเช้าเย็นกลับ ใช้เวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง

หมวดนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ขึ้นกับสถานการณ์และจุดมุ่งหมายในการมา MBA ของแต่ละคนมากที่สุด เด็กทุนจาก consulting firm บางคนคือมาพัก มีเงิน ก็เที่ยวมากหน่อย บางคนมีครอบครัวมาด้วยหรือมามีลูกที่นี่ก็จะไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรม บางคนอยากประหยัดก็ไม่ค่อยเที่ยวหรือหาทริปที่ไม่ค่อยแพงมากไป ปีฉันแจ๊คพ็อตว่าเจอโควิดด้วยเลยไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศกันเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายก็จะถูกลงด้วย ทำแบบแจกแจงรายละเอียดให้ดู min, max, average แต่ละทริปมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสน ที่แพงๆส่วนใหญ่ก็จะไปทริปสกี หรือทริปของโรงเรียน ที่แพงสุดคือไปทริปของโรงเรียนที่เรียกว่า KWEST โดยฉันเลือกไป Alaska เอาจริงไปเองอาจจะถูกกว่าสองสามเท่าแต่ประสบการณ์ที่ได้ก็ต่างกัน ทริปถูกส่วนใหญ่คือทริปแถวเมืองที่อยู่ ขับรถไป ไม่มีค่าเครื่องบิน

ด้านกิจกรรมก็มีตั้งแต่ชมรมจัดกันเองหรือของโรงเรียน (เวลาบอกว่าของโรงเรียนคือมีการตั้งคณะกรรมการที่เป็นนักเรียนมาจัดทริป/กิจกรรมอยู่ดี และมีนักเรียนทั้งโรงเรียนเข้าร่วม คือเป็นพันคน) ค่าใช้จ่ายมีตั้งแต่หลักร้อย (คือไปดูหนังเรื่อง Jumanji ภาคสองกับเพื่อน) ไปจนถึงครึ่งหมื่น ที่แพงสุดในลิสต์คือไป Boat Day อารมณ์ในมิวสิควีดีโออ่ะ คนมีสตางค์ใส่เสื้อขาวเต้นบนเรือยอร์ชส่วนตัว เมืองที่อยู่มันติดทะเลสาบไงเลยจัดกันบ่อย เอาจริงแม่งโคตรร้อน โคตรโคลงเคลง ลงท้ายเมาเหมือนกับกินบนบก ต้องหาทางกลับบ้านอีก แต่ก็นะ ต้องไปให้รู้ว่าเป็นยังไง ส่วนที่เห็นติดลบนั้นเนื่องจากอันนี้ฉันเป็นคนจัดเอง เช่าอุปกรณ์ ซื้อเหล้า หาสถานที่ ขายตั๋ว ไปๆมาๆกำไร ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ อิ

FOOD & SUPPLIES: อย่างที่บอก หมวดนี้ฉันคือเจ้าแม่แห่งความงก ถ้าไม่ยุ่งหรือไม่แฮงค์ถึงที่สุดจริงๆก็จะทำกับข้าวกินเอง นอกจากอยากกินหมูย่างเกาหลีมากๆค่อยชักชวนเพื่อนไป ส่วนค่าช็อปปิ้งส่วนใหญ่หมดไปกับการซื้อเสื้อกันหนาว รองเท้าบู้ท ผ้าพันคอ (แม่งหนาวจริง ลมก็แรง ตอนแรกคือชะล่าใจ หิมะตกทีเดียวคือโคตรหนาว ติดลบสิบยี่สิบองศาเงี้ย นั่งรถไปซื้อเสื้อโค้ทแทบไม่ทัน) ชุดคอสเพลย์ที่ต้องใส่ไปงานกิจกรรมต่างๆ (ใครจะมา Kellogg แนะนำขนมาจากไทยเถอะ ซื้อที่นี่คือโคตรแพง) อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ต่างๆที่จำเป็นต่อการเรียนเช่น แทบเล็ต คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

OTHERS: สืบเนื่องจากหมวดที่แล้วที่บอกว่าทำอาหารเองเป็นหลัก ทั้งที่ก็ทำไม่ค่อยเป็นอ่ะนะ แบบไหนๆก็ไหนๆแล้วจัดปาร์ตี้ Thai Dinner มันเลยแล้วก็เก็บเงินคนละ $10 ไรเงี้ย ที่เห็น Venmo Offset ก็คือที่อเมริการะบบแบงค์กิ้งมันห่วย โอนข้ามแบงค์ยาก เค้าใช้แอปที่ชื่อ Venmo โอนตังค์ให้กัน สรุปว่าที่ทำๆไปได้มาประมาณสามหมื่นบาท (ไปเรียนหรือขายข้าวแกงมิทราบ)

ที่เหลือก็จะเป็นพวกค่าทำวีซ่า ค่าโอนเงิน ค่าเดินทางเวลาเข้าเมืองไปทำกิจกรรมหรือไปซื้อกับข้าว subscription ต่างๆตั้งแต่มีสาระยันโคตรไร้สาระ และที่แพงสุดๆก็คือค่าประกันชีวิต จ่ายปีละเป็นแสน แทบไม่ได้ใช้อะไรเลยเพราะมันจุกจิก บางทีไปหาหมอต้องเสียเงินเพิ่มอีก จะบ้าตาย พอตอนโควิดโรงเรียนก็บังคับให้นักเรียนตรวจโควิดกัน ฉันคือไม่ต้องบังคับ ไปตรวจอาทิตย์ละสองครั้ง ใช้ประกันให้คุ้มที่สุดแม้จะแลกกับความจมูกพรุนก็ตาม!

สุดท้ายอยากจะ visualize การใช้เงินแต่ละเดือน color code ตามหมวดหมู่ต่างๆ เผื่อใครอยากรู้ว่าเดือนๆนึงใช้อะไรเท่าไหร่ เดือนที่พุ่งๆก็คือถึงเวลาจ่ายค่าเทอมแล้วนั่นเอง สำหรับใครที่เงินตั้งต้นไม่พอ (เหมือนฉัน) ช่วง summer ขึ้นปีสองจะมีโอกาสได้เงินเพิ่มจากการฝึกงาน (เยอะอยู่เพราะเค้าจ่ายเกือบเท่าทำงาน full-time) ไม่งั้นก็ขอกู้โรงเรียนได้ในเทอมที่มันฝืดเคืองจริงๆ

อยากทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่อยากให้ท้อเพราะเห็นจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ไปเรียน MBA จะมีเงิน แค่ต้องวางแผนการใช้เงิน แหล่งที่มาของเงินรัดกุมกว่าคนส่วนใหญ่ ถ้าไม่อยากเครียดมากเรื่องนี้ ให้ขอทุนเต็มบริษัท ทุนแบงค์มา ส่วนคนที่ไม่ได้ทุนแบบฉัน (ยังดีที่ได้จากโรงเรียนบ้าง ไม่งั้นนี่กู้สถานเดียว) ก็ต้องระวังมากขึ้น ประเมินค่าใช้จ่ายบ่อยๆว่าใช้แค่ไหนถึงจะอยู่ได้ บางกิจกรรมที่มันแพงเกินไปบางครั้งก็ต้องตัดใจหรือหาหนทางที่ประหยัดขึ้น ถ้ามันเป็นความฝันแล้วคิดว่าเรียน MBA มันคุ้มก็ต้องลุยนะ เป็นกำลังใจให้

แต่ว่า ตกลง MBA มันคุ้มไหม… รอไว้มาเขียนน้าาาา

3 comments

  1. ยังติดตามอยู่ จะรอจนรีวิวการทำงานหลังจบที่นั่น vs กลับมาที่ไทยรายได้ ความคุ้มค่า จุดคุ้มทุน

    เชื่อว่าเจนทำได้ และเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จแน่นอน

    ขอบคุณที่แชร์นะ รออยู่น้าาาา

  2. รออ่านอยู่นะคะ ☺️
    ติดตามตลอดเลย สุดท้ายเลือกรับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแทน เพราะอเมริกา ไม่มีตังค์จริงๆ 😂

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*