แฉงาน consult : จากใจพี่ถึงน้องๆ

Post นี้เกิดจากความคิดริเริ่มของอาจารย์ท่านหนึ่งในภาควิชา ที่ต้องการให้นักศึกษาที่กำลังจะจบหรือกำลังหาที่ฝึกงานมีความรู้และเตรียมตัวเข้าร่วมกับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ อาจารย์ท่านนี้จึงเชิญชวนให้รุ่นพี่ที่กำลังทำงานอยู่ในบริษัทเหล่านี้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ให้น้องๆ อาจารย์ท่านน่ารักจริงๆ ชอบความเอาใจใส่เด็กๆของท่านมาก

เนื่องจากบริษัทที่ฉันทำอยู่ปัจจุบัน ก็เข้าข่ายกับเขาเหมือนกัน จึงไม่พลาดที่จะเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในครั้งนี้ หัวข้ออาจารย์ท่านเป็นผู้คิดขึ้นค่ะ ซึ่งมีประโยชน์กับน้องๆจริงๆ

งาน: IT Consultant

ลักษณะงาน

ให้คำปรึกษาลูกค้าในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับ IT งานมีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ Data Management (ออกแบบฐานข้อมูล, ให้คำแนะนำในการ migrate ข้อมูล ฯลฯ) IT Security (Penetration Testing, Data Loss Prevention ฯลฯ) IT Strategy, Data Analytic และอีกมากมาย แล้วแต่ปัญหาของลูกค้า

เส้นทางความก้าวหน้าในสายงาน

เลื่อนตำแหน่งตาม Performance เท่านั้น Year of Service ไม่มีผล (แต่คิดว่าจริงๆคงมีส่วนบ้าง) ตำแหน่งมีประมาณ 7-8 ขั้นถึงได้เป็นหุ้นส่วนบริษัท (Partner) ถือได้ว่าเป็น structure ที่ค่อนข้าง flat พอสมควร และส่วนใหญ่จะไปตันที่ระดับ Assistant Director (และส่วนใหญ่อยู่ไม่ถึง เพราะความกดดันมีมาก และ work-life balance ไม่มีจริง พอมีครอบครัวหรือมีลูกจะทยอยเปลี่ยนงานไปเป็นลูกค้าเสียเอง แต่ถ้าอยู่นานพอ จะได้เปรียบในการหางานใหม่)

การดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับภาระงาน

1. ปรับทัศนคติว่าการได้ทำงานคือการเรียนรู้ที่เราสามารถเอาไปต่อยอดได้ อย่าท้อใจที่ไม่ได้ค่า OT ไม่ได้ชารต์เต็มเวลาที่ทำ ต้องทำงานเสาร์อาทิตย์หรือดึกๆ

2. manage expectation ของเจ้านาย เนื่องจากเจ้านาย (Project Manager) จะขึ้นอยู่กับโปรเจคที่ทำ ก่อนเข้าโปรเจคต้องเข้าไปคุยกับ Project Manager ก่อนว่าเขาคาดหวังจะให้เราทำอะไร แค่ไหน และเราสามารถทำได้แค่ไหน เราอยากทำอะไร พัฒนาตัวเองอย่างไรบ้าง เช่น บอกไปเลยว่าผมอยากได้โอกาส lead session เขาจะให้หรือไม่ให้ว่ากันอีกที (ส่วนใหญ่จะให้) ถ้าเราทำอยู่หลายๆโปรเจคต้องคุยกับ Project Manager ทุกคนให้รู้เรื่องว่าเรามีเวลาทำโปรเจคนี้เท่านี้

จุดอ่อนจุดแข็งของเด็กลาดกระบัง (กรี๊ด ประกาศกันโต้งๆ ดิฉันอดีตเด็กวิศวะลาดกระบังนะค้าาาา)

จุดอ่อน

1. พูดและ present ไม่เก่ง การสื่อความยังเป็นแนว technical จนเกินไป บางครั้งลูกค้าหรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานไม่เข้าใจ

2. ภาษาอังกฤษยังไม่คล่องนัก ภาษาอังกฤษจำเป็นมากในการทำงาน ปกติคือต้องส่งอีเมลและ report ทุกฉบับเป็นภาษาอังกฤษ ยิ่งตอนนี้บริษัทมีนโยบายรับต่างชาติเข้ามาทำงานมากขึ้น นอกจากอ่านเขียนคล่องยังต้องพูดคล่องด้วย

3. ไม่กล้า speak up (จริงๆเป็นจุดอ่อนของเด็กไทยแทบทุกคน) มีปัญหาเรื่องการทำงาน อยากจะพัฒนาอะไร ต้องพูดกับเจ้านายหรือบุคคลที่มี power เพียงพอ แต่ต้องมีเหตุผลดีๆรับรองด้วย

จุดแข็ง

1. เก่ง technical มากกก (แต่ไม่ใช่ฉัน เศร้าแปร๊บบ)

2. ถึกอึด เป็นผลจากการถล่มให้ assignment ของเหล่าบรรดาอาจารย์ผู้หวังดี อิอิ

สิ่งที่ควรเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า

1. ทุกๆวันคือการ out of comfort zone เพราะจะได้ทำอะไรใหม่ๆ ตื่นเต้นตลอดเวลา

2. ต้องพยายามเรียนรู้ให้เร็ว แม้จะเป็น IT consult แต่รับประกันได้ว่าอยู่ๆไปจะไม่ได้ทำงาน IT อย่างเดียว จะถูกส่งไปช่วยงานทีมอื่นๆ ไปทำสิ่งที่ไม่เคยรู้หรือได้ยินมาก่อน บางทีก็ไม่มีเวลาเตรียมตัว (ประมาณบอกวันนี้เย็นพรุ่งนี้เช้าต้องออก field หาลูกค้าแล้ว) ไปเรียนรู้กันตอนเจ้านายสัมภาษณ์ลูกค้า สิ่งสำคัญคือ อย่าท้อ อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ ไม่ได้เรียนมา เพราะทุกอย่างมันเรียนรู้กันได้อยู่แล้ว อย่าอายหรือกลัวจะถูกเจ้านายหรือคนอื่นมองว่าไม่ฉลาด (เพราะตอนนี้โง่จริงจะกลัวอะไร เดี๋ยวรู้แล้วก็ฉลาด) ถามไปเลย expert อยู่ใกล้ตัว ขุมทรัพย์ความรู้ทั้งนั้น (แต่ควรทำการบ้านมาบ้าง และไม่ควรสุ่มสี่สุ่มห้าถามลูกค้า)

3. ลูกค้าไม่เชื่อถือเพราะอายุน้อย ควรแต่งตัวให้ดูดี ทำการบ้านเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆมาเยอะ พูดจาฉะฉานมั่นใจ

4. เครียดและกดดัน ให้คิดซะว่าทุกอย่างแก้ปัญหาได้ หมั่นออกกำลังกาย แต่ถ้ารับมือกับความเครียดระดับนี้ไม่ได้แนะนำให้ลาออก เพราะไม่คุ้มกับการเสียสุขภาพที่จะตามมา (มีข่าวเสมอว่ามีคนหัวใจวายหรือเส้นเลือดในสมองแตกในที่ทำงาน) 

5. จะกลายเป็นเป็ดหรือ generalist คือรู้กว้างแต่ไม่ลึก ตรงข้ามกับ specialist นอกจากจะได้ทำโปรเจคคล้ายๆเดิม (แต่มีไม่มาก) บางครั้งอาจจะได้ลงโปรเจคที่ไม่ชอบหรือไม่อยู่ในความสนใจ

ทั้งหมดนี้จากประสบการณ์แค่ประมาณ 2 ปีกว่าๆ เป็น  post สั้นๆ ที่หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนโดยเฉพาะน้องๆจบใหม่ 🙂

10 comments

  1. ขอบคุณค่ะ แต่อยากทราบเพิ่มเติมว่า มีบริษัทไหนแนะนำสำหรับอาชีพนี้บ้างคะ สำหรับนักศึกษาที่จบใหม่ อยากทำงานกับบริษัทที่ออกค่าอบรมให้ด้วย (พวก SAP) ถ้าเป็นบริษัทต่างชาติ (ใช้ภาษาอังกฤษตลอด) ด้วยก็ยิ่งดี หรือไม่ก็มีการไปทำงานที่ต่างประเทศบ้าง

    ปล. คุณสมบัติของนักศึกษาจบใหม่ที่จะทำตำแหน่งนี้มีอะไรบ้างคะ จะได้เตรียมตัวพร้อมค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

    • consult ก็มีพวก Big 4: PwC, KPMG, Deliotte แล้วก็ E&Y แต่ก็จะมี consult ประเภทอื่นๆด้วยค่ะ เช่น SAP consult ส่วนใหญ่บริษัทพวกนี้ใช้ภาษาอังกฤษค่อนข้างมากในแง่อ่านเขียนอยู่แล้วค่ะ ส่วนฟังกับพูดจะขึ้นกับทีมและลูกค้า

      คุณสมบัติหลักๆก็ พูดแล้วเข้าใจ can-do attitude แล้วก็ flexibility ค่ะ

  2. ขอบคุณค่ะสำหรับการให้ข้อมูล

  3. สวัสดีค่ะ หนูสนใจจะทำงานบริษัท consult เลยตามโพสมาหลายอันเเล้ว ชอบที่พี่ให้ข้อมูลมากเลยค่ะ

    หนูมีคำถามนิดนึงค่ะ หนูเป็น นศ. วิศวะอุตสาหการกำลังจะจบปีนี้ค่ะ เคยมีประสบการณ์ไปช่วยปรับปรุงด้าน productivity, efficiency เเนะนำเรื่อง management system ให้โรงงานมาคก่อน อยากทราบว่าด้วยประสบการณ์แบบนี้ สามารถทำงานด้านไหนบ้างในบริษัท consult และเหมาะกับบริษัท consult ไหนบ้างในไทยคะ ขอบคุณค่ะ

  4. อ่านบล็อกของคุณได้ความรู้มากเลยครับ ผมเองก็จบลาดกระบัง แต่เป็นวิทยาคอม
    กำลังสนใจหางาน consult ตอนนี้ทำ coding ภาษา ABAP ที่ใช้พัฒนาบน SAP รู้สึกเบื่อเขียนโปรแกรม เพราะคิดว่าตัวเองทำอะไรได้มากกว่านี้
    รู้สึกว่าตัวเองชอบวิเคราะห์ปัญหา และขั้นตอน process งานของโมดูลต่างๆ และหาวิธีแก้ไขปัญหา เวลาได้ฟัง business จาก Specialist จะรู้สึกสนุกมาก

    แต่ที่ทำ Coding เพราะตอนนั้นหางานได้เท่านี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ บวกกับทักษะการสื่อสาร และภาษาอังกฤษ ณ ตอนนั้นยังไม่ดีเท่าที่ควร ไม่โทษใครเลย ผิดที่ตัวเองเต็มๆ(แต่ตอนนี้ก็พัฒนาขึ้น)

    เลยคิดว่า Consult น่าจะตรงใจที่สุดครับ

    เลยอยากถามว่า

    1)มีแบบทดสอบอะไรมั้ย ที่ทำให้ผมพิสูจน์ได้ว่า ผมไม่หลอกตัวเอง ไม่หลงตัวเอง
    2)ถ้าคนที่มีประสบการณ์การทำงานแต่ไม่เกี่ยวกับงาน consult ไปสมัครงาน เขาจะมองอย่างไรบ้าง เขาคาดหวังอย่างไรบ้าง มีอันไหนที่ต้อง need จริงๆมั้ย

    หากสะดวกตอบ ขอรบกวนทีนะครับ

    • 1) ตอนนี้ยังคิดไม่ออกเรื่องแบบทดสอบค่ะ นอกจากจะลองมาคุยกันแบบลง details จริงๆว่าลักษณะงาน consult เป็นแบบไหน อีกวิธีหนึ่งคือลองมาทำดูเลย
      2) ไม่เสียเปรียบมากหรอกค่ะ อย่างน้อยก็มีความรู้จากที่เคยทำมาจริงๆ แต่อาจจะต้องมาเรียนรู้ consulting skills กับ culture องค์กรซึ่งจะแตกต่างจากองค์กรทั่วไปเล็กน้อยค่ะ

      • ขอบคุณมากครับ สำหรับคำตอบ
        ระหว่างนี้ผมคงต้องเตรียมตัวทั้งความรู้ และการสัมภาษณ์
        และจะคอยติดตามข่าว Recruitment หรือ open house ไปด้วย
        คงต้องกลับไปมอ ในวันงาน job fair อีกครั้ง

        ขอบคุณสำหรับคำแนะนำอีกทีนะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*