ชีวิตต่างถิ่น ณ ดินแดนสิงคโปร์ : Dear Diary I (July 14 – Sep 14)

post นี้เป็นบันทึกประจำเดือน (เอ๊ะ ยังไง) ที่ฉันคิดอยากจะเขียนเก็บไว้เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป รู้สึกว่าตัวเองได้ผ่านเรื่องราวมาเยอะพอสมควร ไม่ได้มีเนื้อหาเข้มข้นมากนัก เป็นการบันทึกเหตุการณ์ตามลำดับเวลา 3 เดือนแรกของการมาทำงานต่างประเทศครั้งแรกของฉัน

สองสัปดาห์แรก ดิ้นรนหางาน ด้านได้อายอด

สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องทำ และเกลียดสุดๆคือ ทุกๆวันของการทำงาน ฉันต้องบันทึก “Timesheet” ระบุว่าวันหนึ่งๆ ใช้เวลาในการทำกิจกรรมอะไร เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ใน 8 ชั่วโมง เช่น
– 2.5 ชั่วโมงในการทำกิจกรรม a และ b สำหรับโปรเจค ก.ไก่
– 4.5 ชั่วโมงทำกิจกรรม c, d และ e สำหรับโปรเจค ข.ไข่
– 1 ชั่วโมงสำหรับการทำ e-learning เรื่อง f เพื่อพัฒนาตนเอง

ยังไม่พอแค่นั้น อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า “Billable Rate” หรือเวลาที่ถูกใช้ไปในการทำงานที่สามารถคิดเงินลูกค้าได้ นับเป็น Key Performance Index (KPI) หรือดรรชนีตัวชี้วัดความสามารถของการเป็น consult ที่สำคัญ โดยตำแหน่งของฉันจะต้องมี billable rate ไม่ต่ำกว่า 70% แปลว่าจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 70% ของเวลางานทั้งหมดลงโปรเจคที่สามารถคิดเงินลูกค้าได้ ถ้ากลับไปที่ตัวอย่างเดิม ใช้ 7 ชั่วโมงจาก 8 ชั่วโมงในการทำโปรเจค คิดเป็น 87.5% จึงถือว่าผ่าน คนคิดระบบนี้นี่ช่างฉลาดอะไรเช่นเน้ TT

ความรันทดมาเยือนเมื่อช่วงเดือนแรกของปีปฏิทินโปรเจคที่มีเข้ามายังไม่มาก บวกกับตัวฉันถือว่าใหม่สำหรับที่นี่ project manager หรือ project partner ที่คุมโปรเจคแต่ละคนก็ยังไม่รู้จักว่าเป็นใคร มีความสามารถอะไร เหมาะกับงานแบบไหน ดังนั้นอาทิตย์แรกคือการนั่งว่างๆ หาอะไรทำไปจนหมดวัน เทียบกับตอนอยู่เมืองไทยที่ทำงานตั้งแต่หัววันยันเที่ยงคืน ต้องขอบอกว่าเซ็งจริงๆ

ถ้าเป็นสาขาที่ประเทศไทย จะมี resource manager คอยดูว่าใครว่าง ยังไม่มีโปรเจคลง จะจับลงให้ คุยกับ project manager ให้ ล็อกเวลาให้เสร็จสรรพ แต่สำหรับที่นี่ ผิดคาดอย่างแรงตรงที่หน้าที่นี้ ถึงจะมีแต่ไม่เคยเจอตัวในที่ทำงาน (มีตัวตนจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้) แต่ละคนต้องกระเสือกกระสนหาโปรเจคลงกันเอาเอง ช่วงนั้น ทั้งเครียดทั้งเคว้ง เพราะไม่เคยอยู่ว่างๆแบบนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรบันทึกลง timesheet จริงๆแล้วฉันไม่ต้องสนใจ KPI มากนักก็ได้เพราะมาอยู่แค่ปีเดียวเดี๋ยวก็กลับ แต่ว่าอุตส่าห์ฝ่าฟันมาถึงที่นี่ คงเสียเวลาตายชักถ้าไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

อาทิตย์แรกผ่านพ้นไป เริ่มไม่ได้การ ฉันเดินเข้าไปคุยกับ manager ทุกคนในทีม ว่าฉันยังว่าง จะให้ช่วยอะไรก็ช่วยได้ จากที่อยู่ไทยเคยหลีกเลี่ยงงานลักษณะการทำ proposal มาตลอด เพราะทั้งเหนื่อยทั้งหนัก แถมยังคิดเป็น billable rate ไม่ได้อีก แต่ ณ จุดๆนี้ อะไรก็จะทำ ดึกแค่ไหนก็จะอยู่ ขอให้ได้เรียนรู้อะไรบ้างก็พอ

ความพยายามสัมฤทธิ์ผล ได้มาหนึ่งโปรเจคถ้วน แต่เป็นโปรเจคที่มาๆหยุดๆ บางสัปดาห์ก็ต้องทำทุกวัน บางสัปดาห์แทบไม่มีงานเลย ไอช่วงไม่มีงานนี่เครียดอีก เพราะต้องหางานเพิ่ม คราวนี้เริ่มเสนอหน้าไปถึงทีมอื่น บอกเค้าถึงไม่มีความรู้ แต่ใจสู้อยู่ (เค้าก็บอก แต่ตรูไม่มีเวลาสอนเมิง) เลยได้งานถึกๆน่าเบื่อๆมา แต่คิดในแง่ดีคือได้ความรู้มากขึ้นเป็นกอง

โปรเจคแรก ช่วงชิมลาง สร้างความคุ้นเคย

ขึ้นสัปดาห์ที่สาม ได้ลงโปรเจคในทีมของตัวเอง (ทีม Data Management) เป็นการช่วยลูกค้าย้ายข้อมูลจาก database เก่าไปอันใหม่หรือที่เรียกว่า data migration โดยต้องมีการทำ data cleansing หรือการทำความสะอาดข้อมูล เอาข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไป สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆของฉันไม่ใช่เนื้อหาของโปรเจคเพราะเป็นเรื่องที่คุ้นเคยหรือได้ยินมาบ้าง แค่ยังไม่เคยทำมาก่อนเท่านั้น (อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่จะได้ทำอะไรใหม่ๆตลอดเวลา) แต่เป็นการที่มาลงเอากลางโปรเจค โดยมาทำต่อจากใครก็ไม่รู้ (เพราะลาออกไปแล้ว เท่ากับ ไม่มีคนให้ถาม อ่านจากเอกสารที่มีแล้วมโนเอาเอง) และต้องใช้โปรแกรมบวกเขียนโค้ดในการดึงข้อมูลขึ้นมาวิเคราะห์ พับผ่าสิ เคยเรียนมานะ แต่คืนครูไปหมดแล้ว TT ที่ตัดสินใจมาทำ consult นี่ก็เพราะว่าตัวเองไม่เก่งเขียนโค้ด พื้นฐานด้านเทคนิคไม่ค่อยจะแน่นนัก แค่ลง Windows ใหม่ยังงงเลย ประกอบกับการทำงานที่สิงคโปร์ ต้องเร็ว ปริมาณงานแค่นี้ ที่ไทย manager อาจจะให้เวลา 2 วัน แต่ที่นี่วันเดียวก็หรูแล้ว ตอนนั้นหน้าแทบมืด ทั้งถามเพื่อนในทีม ค้นในอินเตอร์เน็ต พยายามทำความเข้าใจกับโค้ดเก่าที่ขอให้ manager เขียนเป็นตัวอย่างให้ดู กว่าจะทำเสร็จแทบอ้วก แต่ภูมิใจมาก

ความยากถัดมา คือการนำเสนองานกับ senior manager ที่คุมโปรเจคอยู่ (หัวหน้าของ manager อีกที boss of boss) พี่แกยิงมาซะจนพรุน บางคำถามอาจจะดูจับผิด ฉันเรียนรู้มาว่าห้ามกลัวแล้วเออออห่อหมกตามเขา คิดอะไรพยายามอธิบายออกไป เขารับฟังเหตุผลแล้วหลายทีคล้อยตามด้วยซ้ำ ภาษาอังกฤษตอนนั้นก็แสนง่อย นำเสนองานครั้งแรกเกร็งมาก อุตส่าห์นั่งท่องมาว่าจะพูดอะไร สุดท้ายก็ไม่ได้ตามบทหรอก เพราะแกยิงซะจนบทกระจายไปหมด อะเฮื้อออออ

จังหวะมึนอยู่ที่การ conference call หรือประชุมผ่านทางโทรศัพท์กับลูกค้า สำเนียงจีน อินเดีย สิงคโปร์ ปะปนกันจนงงไปหมด listening skills ที่ได้เต็มมาจาก TOEIC และ TOEFL นี่ไม่ได้สะท้อนอะไรเลยใช่ไหม ฟังออกไม่ถึง 50% แล้วยังจะต้องออกมาแก้งานอีก ลูกค้าก็บอกให้คอมเม้นท์ high-level สุุดๆ จนไม่รู้จะแก้ยังไง นั่งคิด นอนคิด นั่งขี้ก็ยังคิด (เพราะต้องเสนองานหัวหน้าวันรุ่งขึ้น มีเวลาคิดและออกแบบแค่ 1 วัน ช่างเยอะเสียนี่กระไร) ตอนนำเสนองานที่แก้ใหม่นี่อย่างกลัว แต่เสียงมั่นใจมากกก so confident แล้วก็ผ่านจริงๆ

ผ่านมาอีกสามสัปดาห์ กว่าลูกค้าจะว่างให้เข้าไปทำ workshop นำเสนองานที่แก้ใหม่ จุดไคล์แมกซ์อยู่ตรงที่ ไปกันสามคน โคตรบอส บอส และดิฉัน ตอนแรกโคตรบอสพูดเปิด เกริ่นจุดประสงค์ของ workshop บลาๆ แล้วโยนให้บอสพูด บอสพูดมาประโยคเดียว “Well, today Jane will present” ขนาดโคตรบอสยังเหวอ ฉันนี่ช็อคไปเลย เป็นการนำเสนอที่ท้าทายที่สุดในชีวิตแล้ว ไม่บอกล่วงหน้า มีเวลาเตรียมตัวแค่ 3 วินาที รู้พร้อมลูกค้า และเป็นภาษาอังกฤษ ยาวนาน 3 ชั่วโมง (ขนาดที่ไทย โหดสุดที่เคยโดนคือ 15 นาทีก่อนประชุม) ตอนนั้นแกรมมงแกรมม่าคงต้องกองไว้ตรงนั้น เป็นบุญที่ทบทวนเนื้อหามาก่อนประชุม เพราะถึงจะทำด้วยตัวเองแต่ก็น้านนานมาแล้ว แถมต้องพูดด้วย จดด้วย ดูเนื้อหาที่จะพูดถัดไปด้วย ตอนนั้นท่องไว้ในใจตลอดเวลาว่า ตรูทำได้! จบการประชุมโคตรบอสหันมาบอกว่าพูดดีกว่าที่คิดไว้ น้ำตาแทบไหล ความรู้สึกเหมือนได้โนเบล อยากจะโทรหาที่บ้านเดี๋ยวนั้นว่าเจนผ่านมันมาได้นะพ่อ

Consulting Junior Board งานผู้แทน แสนรันทด

ผ่านประมาณ 1 เดือน มีการคัดเลือก Consulting Junior Board เรียกย่อๆว่า CJB เปรียบเสมือนผู้แทนราษฎร เป็นปากเสียงให้กับเหล่า consult ระดับรากหญ้าเพื่อที่จะส่งผ่านความคิดไปถึงผู้บริหาร จะมีการเสนอชื่อ จัดทำแคมเปญและสุดท้ายคือขึ้นพูดหาเสียงในงานประชุมประจำปีของบริษัท ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใครเสนอชื่อฉัน ปัจจุบันยังหาตัวจับไม่ได้ แต่รู้ตัวอีกทีต้องคิดแคมเปญและขึ้นไปพูดต่อหน้าธารกำนัลเป็นร้อยคน รวมถึง CEO และ partner ทั้งหมด ด้วยภาษาอังกฤษที่ยังไม่พัฒนามากนัก ป๊าดดดด เอาวะ ตายเป็นตาย ไม่ต้องให้ได้รับเลือก แต่ขอให้พูดผ่านไปได้ก็พอ ใช้ศัพท์ง่ายๆ “Choose me, I know we want more handsome colleagues.” แล้วก็ได้รับเลือกจริงๆ สงสัยโดนใจสาวๆหลายคน วันนั้น partner หลายคนมาจับมือแสดงความยินดีด้วย CEO ก็เอาไปพูดที่ไทยว่าฉันได้รับเลือกทั้งที่มาไม่ถึงเดือน ถึงได้รู้ว่ามันเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก รู้สึกโชคดีที่ได้มันมา

แต่ความโชคดี มาพร้อมกับภาระหน้าที่อันหฤโหด ต้องเข้าประชุม ระดมความคิดว่าจะต้องพัฒนาปรับปรุงอะไรให้พนักงานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีบ้าง ทุกคนโยนความคิดเข้ามาแต่ไม่มีใครอยากจะทำเพราะต่างคนต่างมีงานหลักเป็นของตัวเอง ส่วนฉัน อยู่ดีๆก็ถูกโยนให้เป็นผู้นำในการทำกิจกรรมแรก นั่นคือ Mooncake Festival อยากจะบอก พ่องงง ไอ้เทศกาลนี่เค้าทำอะไรกันก็ยังไม่รู้ ขนมไหว้พระจันทร์ซื้อที่ไหนยังไงก็ยังงงอยู่ อีกทั้งต้องร่างงบ นำเสนอแผนงาน ขออนุมัติจาก partner อีก โชคดีที่มีเพื่อนคนหนึ่งช่วยไปซื้อของแบกของจนถึงดึกดื่น และเพื่อนอีกคนช่วยฉันเตรียมสถานที่ในวันจริง พอประชุมกับลูกค้าเสร็จก็ต้องรีบนั่งรถกลับมาออฟฟิศ เตรียมงานเสร็จยังต้องบากหน้าไปเชิญทุกคนๆลงไปร่วมกิจกรรม (สถานที่จัดงานอยู่อีกชั้น) กล่าวต้อนรับ อธิบายกติกาการเล่นเกมส์ (เป็นภาษาอังกฤษแบบมึนๆ) อำนวยความสะดวกต่างๆ เก็บขยะ ฯลฯ แล้วก็ผ่านมันมาได้ โล่งอย่างบอกไม่ถูก

หลังจากนั้นยังมีประชุมและงานของผู้แทนอยู่อย่างต่อเนื่อง จนเจ้านายอีกโปรเจคบ่น หาว่าให้ความสำคัญกับงานผู้แทนมากกว่างานหลัก ส่วน partner ทั้งหลายก็เน้นย้ำเสียเหลือเกินว่า “We can’t fail” แหม่ ไม่รู้จะทำตัวยังไงดี ต้องแอบทำไม่ให้นายรู้นายเห็นเลยทีเดียว

เดือนที่สอง แนวทางชีวิต ลิขิตด้วยตัวเอง

สิ่งที่ตกใจที่สุดในการมา secondment ที่นี่คือลักษณะงานของทีม Data Management ของสาขาสิงคโปร์ยังออกแนวเทคนิคจ๋าเสียส่วนใหญ่ ซึ่งหนีไม่พ้นการเขียนโค้ด ดึงข้อมูล จนฉันรู้สึกว่าต้องทำอะไรซักอย่าง เลยนัดคุยกับ partner และเจ้านาย บอกจุดประสงค์และสิ่งที่อยากเรียนรู้ในการมา secondment ครั้งนี้ การกระทำนี้เสี่ยงพอสมควร เพราะฉันอาจถูกมองว่าเรื่องมาก เลือกงาน แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง มันเป็นการที่ฉันได้บอกเป้าหมายและ career path ให้เขารู้ ดีกว่าไม่บอกไม่คุย แต่มาหงุดหงิดเสียใจที่หลัง เอาเข้าจริงถ้ายังได้ทำงานแบบเทคนิ๊คเทคนิคคอล ก็ถือว่าอย่างน้อยก็ได้คุยแล้ว

ฉันเห็นเพื่อนร่วมงานหลายคน ทั้งที่ไทยและที่นี่ เวลาไม่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองได้รับ จะเอามาบ่นเฉยๆและอดทนโดยไม่ทำอะไร หวังว่าซักวันหนึ่งชีวิตจะเปลี่ยน พอมันไม่เปลี่ยน ทนไม่ไหว ก็ลาออก ฉันคิดว่า จริงๆแล้ว ตัวเราก็ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ผลลัพธ์มันถึงเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่พูดกับคนที่มีอำนาจตัดสินใจแล้วอะไรมันจะเปลี่ยนได้ ชีวิตเรา ต้องลิขิตด้วยตัวเอง

โปรเจคนอกทีม เรียนรู้แบบไฟลุก สนุกแต่โคตรกดดัน

หลังจากไปเข้าไปคุยกับ partner ได้ไม่นาน โปรเจคครอบจักรวาลก็ถูกจับใส่พานประเคนใส่ถึงที่ โปรเจคนี้เป็นของทีม Security เป็นการไปประเมินและออกแบบ security framework ให้ลูกค้า ทำกัน 3 คน มีฉัน นายใหญ่ และเพื่อนทีม Security อีกคนซึ่งอยู่ในตำแหน่งเดียวกับฉัน ความรู้ด้าน security ค่อนข้างแน่น แต่ไม่เคยทำโปรเจคประเภทนี้เหมือนกัน แค่ฉันอ่านเอกสารต่างๆก็รู้แล้วว่าชีวิตอีก 2 เดือนข้างหน้าต้องลำบากแน่ๆ เพราะเกินกว่าครึ่งของเนื้อหาเป็นศัพท์ที่ไม่รู้จัก concept ที่ไม่เคยเห็น ผลิตภัณฑ์ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันทำอะไรได้

งานเริ่มไปแค่หนึ่งสัปดาห์ เพื่อนร่วมโปรเจคก็บินไปเที่ยวต่างประเทศซะ 3 สัปดาห์ ปล่อยให้ฉันอยู่โดดเดี่ยวในช่วงเก็บข้อมูลซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญและค่อนข้างพีคของโปรเจค จริงๆเพื่อนคนนั้นไม่ผิดเพราะถือว่าลาไว้ล่วงหน้า คาดการณ์ไม่ได้ว่างานมันจะมาถาโถมเอาช่วงนี้ แต่ช่วยคุยกันกับนายใหญ่ให้เรียบร้อยหน่อยได้ไหม เพราะขุ่นท่านโล้งเล้งทันทีที่รู้ว่าเจ้าเพื่อนรักได้โบยบินไปแล้ว (แต่มาอาละวาดกับตรู =*=) เจ้านายคนนี้ให้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ในการอดทนแก่ฉัน จริงๆเขาเป็นคนใจดีพอสมควร แต่อารมณ์ร้อนและพูดค่อนข้างแรง อาทิเช่น

ครั้งหนึ่งต้องไปสัมภาษณ์ลูกค้า ฉันร่างคำถามแล้วปริ๊นท์เตรียมไว้ให้นายอย่างสวยงาม (โดยที่ไม่ต้องสั่ง) วันรุ่งขึ้นนายท่านเรียกหาตั้งแต่ยังไม่ทันวางกระเป๋า ฉันคุ้ยหากระดาษที่ปริ๊นท์เตรียมไว้ให้อยู่ประมาณ 15 วินาที ในจังหวะที่กำลังจะเดินไปหานายที่โต๊ะ เพื่อนที่นั่งข้างๆดันทักทายธรรมดา ฉันก็ตอบไปธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นสาเหตุที่โดนตะโกนด่าลั่น floor ว่าไม่ใส่ใจกับคำสั่ง (ที่ให้มาพบ แต่ช้าไป 15 วินาที) มัวแต่คุยเล่นกับเพื่อน ไม่สนใจทำงาน ฯลฯ โดยที่ไม่สนใจฟังคำอธิบาย ซ้ำร้ายยังโดน combo จากเหตุการณ์เพื่อนลา นายกลุ้มใจมากเพราะคิดว่าฉันจะทำไม่ได้แน่ๆ ประจวบเหมาะกับที่ลูกค้าส่ง email มาบ่นเรื่องงานของเพื่อน ตรูเล่นโด้นนนนตามระเบียบ

หลายๆครั้ง จะถูกถามแบบที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วเจ็บแสบไม่น้อย เช่น ทำไมยูไม่รู้ แค่นี้ไม่เข้าใจได้ยังไง วันไหนที่ตั้งใจฟังนายพูดก็จะโดนว่าว่าทำไมไม่ออกความคิดเห็น ใครจ้างให้มานั่งเฉยๆ วันไหนที่ออกความคิดเห็นเยอะๆก็จะโดนว่าให้ฟังก่อน ฯลฯ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันสัมผัสได้คือ นายคนนี้จิตใจดี เวลาถามอะไรก็เต็มใจตอบ หวังจะสอน เอ็นดูที่เราขยันและตั้งใจเรียนรู้ สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้มาถ้าเจอคนแบบนี้ (ปากร้ายใจดี) คือ อย่าโกรธ ให้ยอม ยิ้มเยอะๆ ถ้าเขาโมโหไม่มากให้พยายามพูดตลกใส่ (เช่น ถามว่าไม่ได้เอาสมองมาหรือไง ก็บอกว่าเอามาซี นี่งาย เคาะโป๊กๆ) ถ้าโกรธมากๆต้องทำท่าสำนึกผิดแม้จะไม่ผิด เถียงบ้างเท่าที่โอกาสอำนวย (เช่น ถามว่าทำไมไม่มีใครย้ำเขาเรื่องเพื่อนลาไปเที่ยว ฉันก็ถามกลับเลยว่ายูไม่สื่อสารกันเลยหรือไง)

เจ้านายคนนี้ยังชอบลองใจ บ่อยครั้งที่นายจะบอกว่าไม่ต้องทำ ไม่ต้องเตรียม กลับบ้านไปเลย ไม่ต้องมาทำงาน ฯลฯ ถ้าคิดดีๆแล้ว เหลือเราอยู่คนเดียว ถ้าไม่ทำแล้วใครจะทำ นายบอกไม่ต้องเตรียม บอกเลยว่าฉันจะเตรียม นายบอกให้กลับบ้าน ควรจะอยู่ทำงานให้เสร็จแม้มันจะดึกมากก็ตาม นายบอกไม่ให้มาทำงานยิ่งต้องมา ห้ามให้เขาเสียใจที่มีเราอยู่ในโปรเจค แสดงให้เขารู้ว่าคิดผิดแล้วที่มีฉันคนเดียวแล้วโปรเจคจะไปไม่รอด

ระหว่างนั้นฉันนั่งอ่านเอกสารต่างๆที่เกี่ยวกับ security มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ISO และ ISF เป็นร้อยๆหน้า คาดการณ์ว่านายจะเอาอะไรแล้วทำทุกอย่างล่วงหน้าก่อนนายสั่ง เพราะถ้าสั่งขุ่นท่านจะเอาเลย (พ่องง) งานสำหรับสองคนอยู่ดีๆก็ยุบเหลือคนเดียว อยู่ดึกแทบทุกวัน บางเสาร์อาทิตย์ก็ต้องนั่งทำงาน ทั้งโปรเจคของทีม Data Management ก็ยังค้างอยู่และมีงานผู้แทนแทรกมาเป็นระยะ กดดันและลุ้นกันวันต่อวัน แทบจะยกภูเขาออกจากอกเมื่อหลังจากสามสัปดาห์ที่มันหายหัวไป ไอเพื่อนตัวดีก็กลับมาซะที

หมดช่วง 3 เดือนพอดี หลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป ไว้มาเล่าสู่กันฟังใหม่ใน post หน้าค่ะ

 

4 comments

  1. รออ่านนะๆ เจ๋งดีๆ 🙂

  2. โคตรโหดเลย สุดยอดมากครับ เก่งสุดๆเลยเธอ!!!

    เห็นด้วยกับไอระบบ time sheet เนี้ย!! เวลาไม่มีอะไรทำ ไม่รู้จะลงอะไร เห้อออ

    • แสดงว่าอยู่ในสายงานนี้แน่ๆ เกลียดมันจริงๆ timesheet 555

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*