เส้นทางสู่ความฝัน ฉันจะไป Top U

เคยมีความฝันไหม แล้วถ้าฝันนั้นอยู่ไกลจนไม่แน่ใจว่าจะเดินไปถึงวิธีไหน เป็นคุณ จะทำอย่างไร

ความฝันทั้งชีวิตของฉัน คือการได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไม่ยาก แต่มันจะไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์ที่พร้อมหรือไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่ดีแบบฉัน (ตายล่ะ เริ่มต้นได้ดราม่ามาก แต่อีกสองบรรทัดก็กลับมาคอมมาดี้แล้ว)

ความฝันนี้ทำให้ฉันตั้งใจฝึกฝนภาษาอังกฤษอย่างหนัก ตอนนั้นแค่คิดแบบตื้นที่สุดว่าจะไปเรียนเมืองนอกได้ก็ต้องพูดภาษาเค้าได้ก่อนใช่ไหมล่ะ ประกอบกับพ่อแม่ของฉันที่สนับสนุนด้านภาษามาตั้งแต่เล็ก (คือทำอะไรไม่ได้ขอให้มันคุยกับคนอื่นรู้เรื่องเป็นพอ) คอยส่งให้เรียนพิเศษทั้งภาษาไทย อังกฤษ ตามขอบเขตของกำลังทรัพย์ที่มี จนกระทั่งโตถึงระดับหนึ่งฉันก็คิดได้ในที่สุด (ด้วยความงก) ว่า การเรียนพิเศษคือการเสียเงินโดยใช่เหตุ เรียนจาก dictionary เอาล่ะกัน จากนั้นก็บังคับเพื่อนให้เอา application dictionary ของมันมาลงในเครื่องตัวเองทันที (ทำไมมันชั่วแบบนี้เนี่ย)

ฉันเคยสอบในโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS (สมัยก่อนดังมากนะโครงการนี้) ได้ไปเรียนที่อเมริกาแต่ต้องจ่ายเองเป็นแสนบาท ตอนนั้นไม่มีตังค์ก็เลยอดไป เลยจำฝังใจว่า ถ้าไม่มีตังค์จะไปเรียนต่างประเทศต้องได้ทุน ซึ่งคนได้ทุนต้องไปผู้ที่มีผลการเรียนดี ฉันเลยตัดสินใจก้าวสู่เส้นทางสายเนิร์ด ใช้จิตวิทยาหลอกเพื่อนให้กลัวจนทำข้อสอบไม่ได้เพื่อทำให้ฉันได้เกรดดี (ล้อเล่นนะ) จนกระทั่งตอนเรียนจบ ฉันได้ทุน กพ. และทุนจากที่มหาลัยไปเรียนต่อต่างประเทศตามที่หวัง แต่พอถามตัวเองว่าโอเคมั้ยกับ 7 ปีที่จะไม่มีรายได้และพอจบมารายได้ก็อาจไม่พอที่จะทำให้ครอบครัวสบายได้ในระยะเริ่มต้น ดังนั้นการสละทุน จึงเป็นคำตอบของฉัน

4 ปี หลังจากนั้นหมดไปกับการเติบโตในสังคมทำงาน เห็นเพื่อนๆที่ทำงานเดียวกันเริ่มต้นสมัครมหาลัยระดับโลก (หลังจากนี้จะขอเรียกว่า Top U) ก็ได้แต่อิจฉา (ไม่อยากจะยอมรับเลย แต่นิสัยไม่ดีแบบนั้นจริงๆล่ะ) คิดว่าทำไมหนอ เค้าถึงได้เกิดมาพร้อมทั้งเงินและสติปัญญา ในขณะที่ตรูเงินก็ขาด สติก็เกิน พอยิ่งมาเจอปัญหาคุณพ่อล้มป่วย ชีวิตฉันยิ่งระเนระนาด ต้องเปลี่ยนโฟกัสเอาครอบครัวให้รอดก่อน เรื่องอื่นทิ้งไปให้หมด

ยิ่งโต ความฝันยิ่งห่างไกลออกไป เพราะการทำงานในสาย consulting แทบจะให้ฉันได้ทุกสิ่งที่จะก้าวไปข้างหน้า (ทั้งความรู้ด้านธุรกิจ การทำงานกับคนเก่งหรือลูกค้าระดับผู้บริหาร connection โอกาสในการพัฒนาตัวเอง) ฉันไม่มีเหตุผลที่เพียงพอที่จะลาออกแล้วทิ้งรายได้และประสบการณ์ไปเรียนต่อต่างประเทศเป็นปีๆ เหตุผลเดียวของฉันคือการไปเรียนที่ Top U ที่จะสามารถทำให้ชีวิตเปลี่ยนได้อีกระดับ ซึ่งก็เหมือนฉันอยู่ที่ตีนเขาเอเวอร์เรสต์แล้วพยายามแหงนขึ้นจนคอตั้งบ่าก็ยังไม่เห็นปลายยอดภูเขา ก็เลยได้แต่วางความฝันตัวเองลงก็แล้วปลงเท่านั้นเอง

ประกายแห่งความหวัง

จนกระทั่งวันหนึ่ง เห็นคลิปของพี่ที่ทำงานเก่าใน Facebook ชื่อพี่เจส

ดูไปได้หนึ่งนาทีแรกนี่โคตรท้อแท้ ปิดวีดีโอแล้วไปขอนั่งอึทำใจ แต่คิดไปคิดมา พี่เค้าบอกให้ดูให้จบนี่หน่า ทำใจอยู่ 3 ชั่วโมงก็วกกลับไปดูต่อ เอาวะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ดูให้จบเจ็บให้สุด กลายเป็นว่า เย็นนั้นต้องเมสเสจไปหาพี่เค้าเพื่อขอคำแนะนำ หลังจากนั้นก็ทำตัวประหนึ่งติ่งดาราเกาหลี เวลาที่พี่เค้า live Facebook ต้องไปเฝ้าเพื่อเข้าไปดูทุก live เอากระดาษไปจดเพราะกลัวจะพลาดข้อมูลอะไรไป (นี่เนิร์ดกว่าตอนเรียนอีก) ยิ่งฟังยิ่งดูก็ทำให้เข้าใจกระบวนการสมัคร Top U เข้าใจว่าคนจะเข้าได้ต้อง profile แบบไหน เหมือนหาจิ๊กซอว์ชิ้นส่วนที่หายไปเจอ ตอนนี้ได้บันไดมาหนึ่งอันในการปีนภูเขาเอเวอร์เรสต์ล่ะ

เรียน MBA ที่ Top U ไปทำไม

เออ นั่นดิ ฉันเคยคิดว่า นอกจากความเท่ที่จะสามารถไปโอ้อวดยันกาแล็กซี่ข้างๆได้ มันได้อะไรอีก (หรือแค่นี้ก็คุ้มแล้วมั้ง) แลกกับการเสียทั้งเงิน (ที่ต้องมีไม่ต่ำกว่า 6.5 ล้านสำหรับการเรียน 2 ปี) ทั้งเวลา ทั้งโอกาสที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และต้องห่างไกลกับคนสำคัญตลอด 2 ปี คุ้มแล้วหรือไม่สำหรับคนบ้านนอกจนๆอย่างฉันจะไม่เจียมตัว คุ้มที่จะเสี่ยงลงทุนปีนขึ้นไปแล้วตกลงมากระดูกหักหรือเปล่า (ตกมาก็ไม่หักหรอกเจน เมิงอ้วน)

คำตอบที่ฉันได้คือ เอาวะ เสี่ยงเป็นเสี่ยง ตายเป็นตาย หนึ่งเพราะถ้าไม่ได้ลองฉันคงเสียใจไปจนตาย สองคือมันเป็นการยกระดับชีวิตในทุกๆด้าน มันเป็นโอกาสที่จะได้ประชันกับคน type A ที่คัดสรรมาอย่างดีจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งลุงวิกิ (Wikipedia) ได้ให้คำนิยามของคน type A ว่า
“Outgoing, Ambitious, Rigidly Organized, Highly Status-conscious, Sensitive, Impatient, Anxious, Proactive, Concerned with Time Management, and High-achieving Workaholics”
…ตรูจะรอดไหมอ่ะ

นอกจาก connection ที่จะได้กับคนที่มีแววก้าวหน้าในชีวิต ดั่งเช่นที่ข่งจื้อสอนไว้ว่า คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล (ใช่ข่งจื้อหรอมึง) วุฒิ MBA จาก Top U จะเป็นประตูสู่โอกาสหลายๆอย่างเพราะการันตีไว้แล้วว่าการที่คนๆนึงจะจบออกมาได้ มันต้องไม่ธรรมดา (คือบ้าไม่ธรรมดานะ เพราะชาวบ้านปกติเค้านอนตีพุงอยู่บ้านดีกว่า ต้องตะเกียกตะกายปีนขึันไปที่ยอดเอเวอร์เรสต์ไปทำไมหนอชีวิต) อย่าว่ากว่ามันจบออกมาได้เลย เข้าไปให้ได้ก่อนเถอะ ค่อยว่ากัน

แล้วอะไรที่หมายถึง Top U

source: http://muco.tadkanews.co/m7-mba/

Top U คือมหาลัยที่เวลาบอกคนทั่วไปไปว่าอยากจะไปเรียนแล้วเค้าจะทำหน้าว่างเปล่าไปซักพัก (ไม่กล้าเดาว่าคิดอะไรอยู่) บทสนทนาจะอารมณ์ประมาณว่า

คนรู้จัก:  เห็นสอบโน่นนี่ จะไปเรียนต่อโทหรอ
Jane:     อ่า ค่ะพี่
คนรู้จัก:  จะไปเรียนที่ไหนหรอ
Jane:     (อิดออดเล็กน้อยด้วยความกระดากปากที่จะพูด) ก็ดูๆอยู่ค่ะ อยากจะเข้าอารมณ์ประมาณ MIT, Kellogg, Harvard, Stanford (เริ่มพูดไม่ออกเมื่อเห็นหน้าคู่สนทนา)
คนรู้จัก:   …อืม สู้ๆน้า

Top U ในที่นี้ของฉันคือ Top U สำหรับ MBA (ไม่ได้เกี่ยวกับ master สาขาวิชาอื่นๆซึ่งมหาลัยเหล่านั้นอาจจะมีชื่อเสียงอยู่แล้วก็ได้) ที่จะเรียกกันว่า business school ที่จะมีชื่อเป็นของตัวเองแยกออกมา เช่น MIT ที่คนไทยรู้จักกันในฐานะมหาลัยอันดับหนึ่งด้านวิศวะ มี business school ที่ชื่อว่า “MIT Sloan” หรือมหาลัยที่คนไทยคุ้นๆหูกันอย่าง University of Pennsylvania มี business school ที่ชื่อว่า “Wharton” อารมณ์ฉายาที่ไว้ใช้ตอนดูบอล ผีแดง หงส์แดง ปืนใหญ่ อะไรแบบนั้น ตอนแรกสับสนในการจดจำเหมือนกัน แต่เดี๋ยวสักพักมันจะซึมเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดเอง

เวลาเลือกสมัคร (ก่อนเค้าจะเลือกเรา ต้องชิงเลือกเค้าก่อนเฟ้ย – จริงๆไม่ใช่ เพราะค่าสมัคร U ล่ะเป็นหมื่น สมัครหมดมีหมดตัว) คิดว่าทุกคนจะต้องเริ่มกับสิ่งที่ เรียกว่า ranking ก่อน พวก ranking ที่ดังๆก็จะมี U.S. News (จัดอันดับแค่มหาลัยในอเมริกา), Financial Times, The Economist, Bloomberg Businessweek และ Forbes ซึ่งสิ่งที่เค้าจะเอามาจัดอันดับมีหลากหลายแล้วก็ไม่เหมือนกันด้วย เช่น คะแนน GMAT รายได้หลังเรียนจบ เปอร์เซ็นต์การได้งาน Return of Investment (ROI) จำนวนชาติที่เข้าไปเรียนในคลาส ระดับความโมเดิร์นของสถานที่เรียน ฯลฯ

Top U ไหน ใช่สำหรับเรา

source: https://admissionado.com/mba/b-school-fit-choosing-mba-program/

คนอื่นไม่รู้ทำไง แต่ฉันจะใช้วิธีการดูหลายๆ ranking ก่อน เป็นพื้นฐาน ที่เหลือใช้หัวใจนำทาง (ทำเป็นพูดดี จริงๆคือกูงง หลาย ranking เหลือเกิน) คือการดู ranking เพื่อประเมินความยากในการเข้า คือพอนึกถึง school นี้จะอยู่ประมาณ 1 ใน 3/1 ใน 10/1 ใน 20 อะไรก็ว่าไป แล้วทดไว้ในใจ จากนั้นเดินสายเข้า information session ของโรงเรียนต่างๆ (เป็น event ที่มีตัวแทนจาก school นั้นๆ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาบอกเล่าเก้าสิบให้เราฟังว่าโรงเรียนเค้ามีความปังด้านไหน มีรุ่นพี่ในประเทศไทยที่จบไปแล้วมาเล่าประสบการณ์สุดเหวี่ยงขณะไฝ้วอยู่ที่โรงเรียนให้เราเห็นภาพ) ประกอบกับการพูดคุยกับศิษย์เก่าหรือนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่เพื่อดูว่าเราจะ “fit” กับที่ไหนบ้าง ซึ่งจริงๆเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ranking สำหรับฉัน

คำว่า fit สำหรับฉันประกอบด้วยหลายอย่าง คือ

  • Location: หนาวตลอดปีนี่ก็ไม่ไหว อึไม่ออกแน่ๆ นอกจากเรื่องสภาพอากาศแล้วยังมีเรื่องความเป็นเมืองอีก ปกติมี 3 ระดับคือ เมื้องเมือง (เทียบเท่ากรุงเทพ) ชานเมือง (เทียบเท่ารังสิต) นอกเมือง (เทียบเท่าเขาใหญ่) แล้วแต่ใครสะดวกอยู่แบบไหนไปอีก 2 ปี
  • Culture: มีให้เลือกทุกแนว ตั้งแต่แนวเด็กเมาสายปาร์ตี้ (คือตกลงได้เรียนไหมอ่ะ) แนวเด็ก geekๆ creativeๆ แนวรักกันเน้นทีม แนวเน้นความสำเร็จ แนวสายการเงิน หรือจะข้ามฝั่งไปเป็นผู้ดีอังกฤษจิบชาก็ได้ (แน่นอนว่านางสาวเจนต้องเลือกแนวเด็กเมาสายเหล้าเบียร์แน่นอน ครุคริ)
  • Study Method: แล้วแต่จะถนัดเลย มีตั้งแต่แบบ case study (คืออ่าน case มาก่อนแล้วมา debate กันในห้อง อันนี้ได้ข่าวมาว่าโคดเหนื่อยและตื่นเต้นเวลาโดน cold call หรือเรียกถาม) แบบ lecture แบบ experiential learning ฯลฯ
  • Class Size: ใหญ่กับเล็กมีข้อดีข้อเสียต่างกัน class ใหญ่ connection กว้าง มีวิชาเรียนและกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย ส่วนคลาสเล็กๆก็จะรักกัน สนิทกัน รู้จักกันแทบทุกคน
  • ***Goal: อันนี้ใส่ดาวสามดวง สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เลือกให้เหมาะกับเป้าหมายหลังจากจบ แต่ละโรงเรียนจะมีชื่อเสียงต่างกัน เช่น ด้าน marketing, general management, finance, entrepreneurship หรือในด้าน industry ต่างๆ เช่น tech, healthcare, banking เป็นต้น

จะรู้ทั้งหมดนี้ได้ นอกจากการหาอ่านใน website แล้ว ที่สำคัญกว่าคือการคุยกับ alumni (ศิษย์เก่า) และ current student (นักเรียนที่เรียนอยู่ในปัจจุบัน) เยอะๆ หาคนที่มี profile ตรงกับเราและ goal ที่ตรงกับเรามาคุยได้ด้วยยิ่งดี จุดนี้ เอาเข้าจริงเป็นการเตรียม networking skills ก่อนไปเรียนไปในตัว ครั้งแรกๆคือเขิน กลัวไปหมด นั่ง list คำถามอยู่เป็นวัน จดทันบ้างไม่ทันบ้าง ต่อๆไปก็จะดีขึ้นแล้วชินและหายเกร็งไปเอง เพราะคนที่เรียน MBA ทุกคนเป็นคน outgoing และชอบช่วยเหลือ ส่วนใหญ่โทรให้ข้อมูลกันเป็นชั่วโมงด้วยซ้ำ

ในส่วนนี้ขอขอบคุณ: พี่ๆ alumni และ current student ทุกคนที่สละเวลาให้ข้อมูลกับเจนค่ะ (ระบุชื่อไม่ไหว หลายคนมากจริงๆ)

เส้นทางสู่ความฝัน

ทำไทม์ไลน์มาให้ดูเล่นๆ มีทั้งช่วงหนักช่วงผ่อนตลอดปีครึ่งที่ผ่านมา จริงๆเห็นแล้วอยากจะถามตัวเองว่า ทำเข้าไปได้ยังไง เพราะงานที่ทำอยู่ปัจจุบันก็หนักเข้าขั้นบ้า (สาธุ เจ้านายไม่แผ่วผ่านในบล็อกนี้ เพี้ยง) ที่ตั้งชื่อแต่ละหัวข้อว่า mission เพราะกว่าจะผ่านไปได้แต่ละด่านช่างยากเย็นเข็ญใจ ผ่านหนึ่งด่านไม่ทันได้ดีใจก็ต้องเตรียมพบกับด่านใหม่ จบหกด่านนี่ก็ไม่ใช่ว่าจะโล่ง ระหว่างรอผลก็จิตใจปรวนแปรเหมือนคนเป็น bipolar ที่เมนส์มาไม่สุด เวลาโดนมหาลัยไหนปฏิเสธ (ผลจะออกช่วงเที่ยงคืนถึงตีห้าเพราะ timezone เรากลับกับทางอเมริกา) ก็ต้องตื่นมาทำงานต่อ ต้องแสร้งยิ้มทั้งที่ในใจระทมเหมือนผัวทิ้งไปมีกิ๊ก มันทดสอบทุกสิ่งจริงๆ ไม่ใช่แค่พลังสมองอย่างเดียว ต้องสามารถจัดการกับเวลาได้ (สำหรับคนที่ทำงานไปด้วยเตรียมตัวสมัครไปด้วย) มีความถึกทน (ในการอ่านหนังสือสอบ นัดคุยกับ alumni บลาๆ) สามารถรับความกดดัน (เวลาคะแนนสอบไม่ดี ส่งผลไปแล้วมานั่งลุ้น) การวางแผนชีวิต (รู้ว่าต้องทำอะไรตอนไหน deadline ของแต่ละ mission คือเมื่อไหร่) ยังไม่รวม research & data gathering skills, networking skills และอีกหลายๆ skills เยอะแยะมากมายที่ฉันได้จากการสมัครสอบเข้าเรียน MBA

Mission 1: GMAT
หลายคนบอกว่ามิชชั่นนี้อิมพอสสิเบิ้ลสุด แต่สำหรับฉันถือว่ายากเป็นอันดับสาม แต่กระนั้นแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นข้อสอบนรกที่ยากที่สุดที่เคยทำมา ตัวฉันที่เคยมั่นใจในพลังสมองของตัวเองถึงกับทนโม้โอ้อวดต่อไปไม่ไหว (ยอมรับตรงๆว่าก่อนลองทำนี่มั่นใจในความสามารถตัวเองมาก หลังลองซ้อมข้อสอบถึงกับต้องย้ายตัวเองไปนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้องละอายใจไปอีกเป็นวัน) ใครที่มาไม่ทันฉันเขียนกล่าวสรรเสริญ GMAT ตามไปชื่นชมคนออกข้อสอบกันที่ link นี้ได้เลยค่ะ หลักๆคือบ่นระบายความง่อยของตัวเองซัก 80% ที่เหลือเป็น tip & trick การทำข้อสอบจ้ะ

Mission 2: TOEFL

จริงๆพอผ่าน GMAT มาแล้ว TOEFL นี่เกือบเต้นระบำเข้าห้องสอบถ้ามันจะไม่มีกฎที่รู้กันว่า จะไปเรียน Top U ได้ อย่างน้อยๆต้องทำให้ได้ 110 (เต็ม 120) ขึ้นไป บางที่มีกำหนดให้ทุก skills ต้องได้ 25 (เต็ม 30) ขึ้นไป เอาจริงๆ เมิงจะให้กุเป็นยอดมนุษย์เลยมะ ใครสนใจการฟันฝ่ามิชชั่นนี้ขอเชิญไปดูต่อกันที่ link นี้ค่ะ ฉันพิสูจน์มาแล้วว่านักเรียนโรงเรียนรัฐบาลที่นานๆจะได้พูดกับ native speaker อย่างเราๆก็เอาชนะ TOEFL ได้เหมือนกัน อิ

Mission 3: Resume

หนึ่งในเอกสารหลักที่ต้องส่งให้ Admission Committer (หรือคณะกรรมการการคัดเลือกคนเข้ามหาลัยต่างๆซึ่งต่อไปนี้ขอเรียกว่า Ad Com) ที่มักจะถูกมองข้าม แต่เอาเข้าจริง resume สำคัญไม่แพ้องค์ประกอบอื่น เป็นเอกสารแรกๆที่ Ad Com จะใช้เวลา 2-3 นาที สแกนปรื้ดเพื่อทำความรู้จักกับเรา ตอนสัมภาษณ์ก็เหมือนกัน resume จะเป็นเอกสารเดียวที่ interviewer จะได้รับ (เรียกว่า blind interview คือจะไม่ได้อ่าน essay รู้คะแนนสอบหรือข้อมูลอื่นๆทั้งนั้น มีแค่ resume แผ่นเดียว) ความผิดพลาดหลักๆในการทำ resume คือ ทำ resume เกิน 1 หน้ากระดาษ (อันนี้รู้กันอยู่แล้วเนอะ คือ resume ต้อง 1 หน้ากระดาษ มีประสบการณ์มากมายขนาดไหนก็ต้องอัดต้องคัดให้เหลือแค่หน้าเดียว) และอีกอย่างคือ ใช้ resume ที่เอาไว้สมัครงานในการสมัคร MBA ซึ่งจะเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคที่ Ad Com อ่านไม่รู้เรื่อง และไม่ได้เน้นถึงกิจกรรมเสริมที่เราทำมาเท่าที่ควร

MBA resume ที่ดีควรประกอบด้วย

  • Education: เริ่มต้นการโม้ด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี GPA เท่าไหร่ ได้ที่เท่าไหร่ของชั้นเรียน ยิ่งเรียนวิศวกรรมศาสตร์หรืออะไรที่ได้เกรดยากๆนี่ยิ่งต้องเน้น ranked x in the class of xxx students คือโม้ไปเลย อย่าได้ละอายใจ เพราะคนอื่นเค้าโม้หมด ใน section นี้อย่าลืมหากิจกรรมที่ทำในมหาลัย เช่น เป็นประธานชมรม ประธานนักเรียน ไปแข่งโน่นนี่ หรือถ้าได้ทุนเรียนดี ก็อย่าลืมใส่ให้การโม้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
  • Work Experience: เขียนงานที่ทำล่าสุดไว้ก่อนแล้วค่อยๆไล่ย้อนไป เน้นที่ impact เช่น สมมติว่าเราไปช่วยลูกค้าปรับปรุงกระบวนการอะไรซักอย่าง ต้องพยายามหาผลลัพธ์ที่ quantify เป็นตัวเลขได้ เช่น cost saving xxx THB หรือ xxx% increase in revenue ที่สำคัญคือ resume ของเราต้องโชว์ความปังทุกองศา ทั้งเรื่อง leadership, creativity, collaboration, communication, และ volunteering ต้องไปเฟ้นหามาเขียนให้ครบ
  • Achievement, Award & Certificate: พวก certificate ทั้งหลายเช่น CPA, CFA ฯลฯ ที่ตรากตรำสอบมาให้ใส่ไว้ให้หมด ส่วนคนไม่มี certification อย่างฉันก็ต้องไปหาอะไรที่เป็นความเว่อร์วังของชีวิตมาแปะไว้ไม่ให้ระดับความโม้ดร็อป เช่น การตีพิมพ์ paper หรือบทความในหนังสือพิมพ์ หรือไปแข่งอะไรมาแล้วได้รางวัลระดับประเทศ เป็นต้น
  • Activities, Interest & Others: จะไปเรียน MBA ต้องทำกิจกรรม เพราะ MBA ไม่ชอบคนที่เรียนหรือทำงานอย่างเดียว (เพราะเวลาไปเรียน MBA การเรียนในห้องเป็นแค่ส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งเท่านั้น Ad Com คาดหวังว่าเราจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมล้านเจ็ดเป็ดสิบเอ็ดอย่างที่โรงเรียนมี) กิจกรรมยิ่งแปลกยิ่ง scale ใหญ่ยิ่งดี เช่น มีพี่อยู่คนหนึ่ง ไปเป็นครูสอนคนในคุก คือแบบ unique มากกก

การทำ MBA resume ช่วยให้ฉันทบทวนชีวิตว่าได้เคยทำอะไรมาบ้างและมันส่งผลกับตัวฉันและคนรอบข้างอย่างไร ซึ่งส่วนนี้จะเป็นพื้นฐานสำหรับ mission ถัดไปคือการเขียน essay อย่าลืมให้คนรอบข้างดูเพื่อเอา feedback ไปปรับ resume ของเราให้ดีขึ้น ของฉัน หลังจากแก้ไป 13 version พอดิบพอดี ก็พร้อมส่งให้ Ad Com ดูซักทีค่ะ

ในส่วนนี้ขอขอบคุณ: พี่เจส ปอ ไอติม มีน และจ้า ที่ช่วยดู resume และให้ feedback ดีๆค่ะ

Mission 4: Essay/Video Essay

มิชชั่นอิมพอสสิเบิ้ลอันดับหนึ่งคือการเขียน Essay หรือการบอกเล่าเรื่องราวของเราผ่านการตอบคำถามของแต่ละโรงเรียน

ตัวอย่างคำถามของ Kellogg ปีที่ฉันสมัคร (2018)

Kellogg’s purpose is to educate, equip & inspire brave leaders who create lasting value. Tell us about a time you have demonstrated leadership and created lasting value. What challenges did you face, and what did you learn? (450 words)

Pursuing an MBA is a catalyst for personal and professional growth. How have you grown in the past? How do you intend to grow at Kellogg? (450 words)

ตัวอย่างคำถามของ Duke Fuqua ปีที่ฉันสมัคร (2018)

25 random things about yourself

Based on your understanding of the Fuqua culture, how do you see yourself engaging in and contributing to our community outside of the classroom?

ตัวอย่างคำถามของ UCLA ปีที่ฉันสมัคร (2018)

Describe your short-term and long-term career goals. How can the UCLA Anderson experience add value to your professional development? (500 words maximum)

What are you passionate about and why? (300 words maximum)

การเขียน essay เข้า MBA คือการทำ self-reflection ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉัน ในแง่ของเป้าหมายชีวิตทั้งระยะสั้นและยาวในอนาคต ซึ่งจะต้องเขียนผูกให้สัมพันธ์กับสิ่งที่เคยทำมาในอดีตให้ได้ และระบุให้ได้ด้วยว่าโรงเรียนจะช่วยอะไรได้บ้างให้เราไปถึงเป้าหมายดังกล่าว ในขณะเดียวกันคือเราจะ contribute อะไรให้โรงเรียนและเพื่อนใน class ได้บ้าง เขียนและแก้เสร็จจนพอใจก็อย่าลืมส่งให้ใครก็ได้หรือจ้างตรวจ grammar ด้วยนะ เพื่อความเป๊ะปังที่สุดในโลกหล้า

บางโรงเรียนจะให้เราส่งสิ่งที่เรียกว่า video essay ด้วย อย่าง Kellogg จะโหดนิดนึงตรงที่ว่าจะมี link ให้เราเข้าไปทำ video essay มี 3 คำถามให้เราตอบ ระบบจะอัดวิดีโอของเราส่งข้ามน้ำข้ามทะเลไปให้ Ad Com ดู ซึ่งคำถามก็ไม่รู้ว่าจะโดนถามอะไร ต้องตอบให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด (ประมาณ 1 นาที) เหมือน part speaking ของ TOEFL แต่ยากกว่าตรงต้องทำหน้าตามั่นใจยิ้มแย้มให้กล้องกลับไปด้วย (ไม่ใช่แค่เสียงเท่านั้น)

ในส่วนนี้ขอขอบคุณ: พี่เจส และปอ ที่ช่วยดู comment และให้คำแนะนำที่คิดไม่ถึงค่ะ

Mission 5: Recommendation Letter

ความยากอันดับสองอยู่ตรงนี้ จดหมายรับรองว่าเธอนั้นเลิศเลอ MBA มักนิยมให้เราส่ง recommendation letter อยู่ 2 ฉบับ โดยไม่ควรมีฉบับไหนเลยที่มาจากอาจารย์ตอนเรียนปริญญาตรี (จำได้ว่า Ad Com ที่หนึ่งเคยพูดว่า จะขอจดหมายจากอาจารย์ก็ได้ แต่แนะนำว่าคุณอย่าเสียโอกาสหนึ่งในการสะท้อนตัวคุณแบบนั้นเลย) เพราะการเรียน MBA คือการเรียนจากประสบการณ์การทำงานของเพื่อนใน class ดังนั้นสิ่งที่ Ad Com มองหามากที่สุดคือประสบการณ์การทำงานของเราที่จะสามารถ contribute ในชั้นเรียนได้ คนที่ดีที่สุดที่จะรับรองให้ก็คือ เจ้านายที่ทำงานกับเราโดยตรง (ถ้าไม่สามารถให้เจ้านายเขียนได้ บางโรงเรียนจะขอเหตุผลด้วย) นอกจากนั้นอาจเป็นลูกค้าหรือเจ้านายอีกคนก็ได้

ความยากลำบากของ mission นี้อยู่ที่ว่า ไอ้ที่จะให้เค้าเขียนให้เนี่ย มันไม่ใช่ 1-2 บรรทัด แต่มันคือ 500 คำ หลายข้อ ตัวอย่างคำถาม เช่น

How does the performance of the applicant compare to that of other well-qualified individuals in similar roles (e.g. what are the applicant’s principal strengths?) (Up to 500 words)

Describe the most important piece of constructive feedback you have given the applicant. Please detail the circumstances and the applicant’s response. (Up to 500 words)

อันดับแรกคือเราต้องเข้าไปคุยเพื่อลำดับเรื่องราวและคุณงามความดีให้ recommender ของเราก่อน (เพราะเจ้านายมีลูกน้องเยอะ เค้าไม่มานั่งจำความเจ๋งของลูกน้องคนใดคนหนึ่ง) บอกเป้าหมายในชีวิตของเราให้เรียบร้อย แล้วค่อยส่ง link ให้เค้าเขียน (คือเราจะต้องไปกรอก form ที่ทางโรงเรียนให้แล้วโรงเรียนจะส่ง link ไปให้คนที่เราระบุเอง) ในจุดนี้นอกจากโรงเรียนจะหาคนมารับประกันความเจ๋งของผู้สมัครแล้ว ยังแอบวัด networking skill และระดับความแข็งแกร่งของ connection ของเราด้วย เพราะทุกคนก็อยากได้ recommendation จากคนใหญ่คนโต แต่คนยิ่งใหญ่ชีวิตเค้าก็จะยิ่งยุ่ง ต้องสนิทหรือเห็นความดีงามของเราจริงๆถึงจะยอมเขียนให้กันขนาดนี้ได้ และการเขียนก็ใช่ว่าจะเขียนส่งๆไปได้ ต้องมีรายละเอียดเพื่อแสดงว่าได้เคยร่วมงานกันจริงๆอีกด้วย

ในส่วนนี้ขอขอบคุณ: พี่เอ๋ (ท่าน boss) และคุณ Boyd ที่ช่วยเขียน recommendation letter ให้ค่ะ

Mission 6: Interview

เมื่อกด submit application พร้อมจ่ายเงินเป็นหมื่นต่อโรงเรียนเรียบร้อย รออยู่ประมาณ 1 เดือน โรงเรียนก็จะประกาศผลคนที่ผ่านเข้าไปในรอบสัมภาษณ์ ซึ่งการที่เราผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์หมายความว่าขาครึ่งหนึ่งเหยียบเข้าไปในโรงเรียนแล้ว มีโอกาส 50-50 (ยกเว้น Kellogg ที่สัมภาษณ์แทบทุกคน) การสัมภาษณ์มีได้หลายแบบ เช่น face-to-face, Skype, group interview ฯลฯ interviewer หรือผู้สัมภาษณ์มีได้ตั้งแต่เป็น alumni, current student, หรือ Ad Com มาสัมภาษณ์เองเลย

ในการสัมภาษณ์ หลายๆคนจะให้ใช้สิ่งที่เรียกว่า STAR interview response (Situation Task Action Result) ในการตอบคำถาม แต่เอาจริงๆฉันลองแล้วไม่ทัน ตัวฉันเลยแบ่งเอาแค่ 3 part คือ เกิดปัญหาอะไรขึ้น ฉันแก้ไขมันอย่างไร แล้วได้ผลลัพธ์อย่างไร สิ่งที่ฉันพยายามทำให้ได้คือตอบให้ตรงคำถาม นำเสนอมุมมองที่ครบและต้องกระชับ มีจุดให้ interviewer จับเพราะเค้าต้องเอาสิ่งที่เราตอบไปเขียน report ส่ง Ad Com ให้

ฉันใช้เวลาเตรียมสัมภาษณ์ประมาณ 2 อาทิตย์ ทำคำตอบสำหรับ list ของคำถามที่น่าจะโดนถาม ซ้อมเอง มีคนอื่นช่วยซ้อมให้ จนถึงวันจริงก็ยังตื่นเต้นมากๆอยู่ดี ถือเป็นความโชคดีที่สุดของฉันเลยก็ว่าได้ที่เจอแต่ interviewer น่ารักและเป็นกันเอง ทำให้ผ่าน mission นี้มาได้อย่างงดงาม

ในส่วนนี้ขอขอบคุณ: พี่แพตตี้ Rinaldi และพี่ออฟ ผู้เป็น interviewer ของฉัน ขอบคุณพี่เจส และสาม ที่ช่วยซ้อมสัมภาษณ์ให้ค่ะ

วันที่ฝันเป็นจริง

ยิ่งใกล้วันประกาศยิ่งหมดกำลังใจ ยิ่งคิดว่าตัวเองจะไม่ได้ จนถึงวันที่ประกาศผลของที่แรกคือ Kellogg ฉันแทบไม่เป็นอันทำอะไร (คืออยากทำงานนะ แต่มันอึนมากจนคิดอะไรที่ซับซ้อนไม่ได้) ต้องส่งตัวเองไปนั่ง train อะไรซักอย่าง แต่สุดท้ายก็โดนน้องในทีมลากกลับมาให้ตรวจงานอยู่ดี ในวันประกาศผล ปกติคนที่สมัคร MBA เค้าจะนัดกันไปรอรับโทรศัพท์ที่ร้านอาหาร แต่นี่งานมหาศาลต้องนั่งรอโทรศัพท์อยู่ออฟฟิศ (โถถัง ชีวิตการเป็น Manager ตรู)

12 Dec 2018 9PM

ในขณะที่รวบรวมสมาธิกลับมาอยู่ที่งานได้ในระดับหนึ่ง ก็มีโทรศัพท์เข้ามาแต่เป็นเบอร์ประเทศไทย ฉันรับแล้วไม่มีคนพูดอยู่ 2 รอบ เริ่มคิดไปเองว่าอาจจะเป็นโทรศัพท์จาก Ad Com โทรมาก็ได้ แต่ไม่อยากคิดไปเองกลัวนกเลยบอกให้ตัวเองเฉยๆไว้ ส่วนน้องในทีมที่อยู่ใกล้ๆเงยหน้าขึ้นมาเปรยว่า ใครอ่ะโทรหาพี่เจนดึกๆ (อย่าทักดิ พี่ตื่นเต้น)

สักพักมีเบอร์ +1 โทรมาแล้วโทรศัพท์ฉันก็รู้งานขึ้นให้เลยว่า Illinois คือกุขว้างงานที่ตรวจอยู่ทิ้งแล้วคว้าโทรศัพท์เลยอ่ะ รับประโยคแรกได้ยิน congratulations นี่คือหูดับ ในสมองวิ่งวนอยู่ว่า นี่ไงฝันเป็นจริง นี่ไงความพยายามปีครึ่งที่ผ่านมา คือพูดไม่ออกแล้ว เตรียมวางไปกรี๊ด แต่ Ad Com คนที่โทรมาบอกพูดขึ้นก่อนว่า We also award you a scholarship of $70,000… คือแบบมือสั่นเอื้อมไปคว้า post-it note ที่อยู่ใกล้ที่สุดมาเขียนแล้วทวนตัวเลขอีกที กว่าจะจดได้คือ Ad Com พูดอยู่ 3 รอบ จนเค้าคงงงว่าตกลงเมิงฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องป่าวเนี่ย วางสายเอา $70,000 มาคูณ 33 เป็นเงินบาทแล้วช็อก รีบโทรบอกคนทั่วโลกทันที

13 Dec 2018 9PM

วันนี้ Duke Fuqua ประกาศผล แม้จะได้ offer ที่ Kellogg แล้วก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี คราวนี้แก้ตัวใหม่คือมาปักหลักอยู่ที่ร้านไอติมแห่งหนึ่ง จนสามทุ่มมีเบอร์ +1 จาก Durham โทรมา กรี๊ดไม่มีเสียง 1 ทีแล้วค่อยรับ คราวนี้ฉันตั้งใจว่าจะตั้งสติแล้วตอบ Ad Com อย่างดี ไม่เอ๋อแบบเมื่อวาน พอ Ad Com พูด congratulations ก็เลยตอบขอบคุณและพูดโต้ตอบได้อย่างน่าประทับใจได้อีกหลายประโยคจนเกือบจะวางสายแล้ว Ad Com ก็พูดขึ้นมาอีกว่า We also want to congratulate you that you are awarded Keller scholarship which is full scholarship that only 5 persons are awarded each year… อีหรอบเดิมเลย สมองก๋งก๊งไปเลย มีหน้าไปถามเค้าอีกว่า full scholarship นี่หมายถึง 100% ใช่ไหม Ad Com พูดอีกประมาณนาทีนึงแต่คิดอะไรไม่ออกแล้ว แบบ Thank youๆ วางสายแล้วกรี๊ดกับแฟนอยู่สองคน

17 Dec 2018 8PM

วันนี้อยู่ๆก็มีเบอร์แปลกโทรมาระหว่างทำงาน แต่จริงๆไม่ได้คิดอะไรเพราะของ UCLA ประกาศวันรุ่งขึ้น ปรากฎว่า Ad Com โทรมา congratulate แล้วพูดไทยได้ด้วย อันนี้พอรู้จังหวะแล้วเป็นภาษาไทยทำให้โต้ตอบได้อย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร เหมือนเดิม จะวางแล้ว Ad Com บอกว่าได้ทุน $80,000 ด้วยนะคือเค้าก็น่ารักนะ ให้เราดีใจได้ 2 ระลอก ดีใจให้สมกับที่เหนื่อยและกดดันมานาน

ขอเพิ่มเติมเรื่องทุนการศึกษาที่โรงเรียนให้ (พอดีมีคนสอบถามกันมาเยอะ) ส่วนใหญ่คือไม่ต้องติ๊กหรือกรอกอะไรเพิ่มนะคะ ทำไปตามกระบวนการปกติ เดี๋ยวทางโรงเรียนจะพิจารณาตาม merit ให้เองค่ะ

ในส่วนนี้ขอขอบคุณ: ครอบครัวของฉัน คุณสำลี น้องไอซ์ (ผู้ร่วมอุดมการฝ่าฟันไป Top U) และน้องหมิว (น้องในทีมที่ช่วยเชียร์ทุกสถานการณ์) ที่ร่วมกันให้กำลังใจอย่างเต็มเปี่ยม

ถึงวันนี้ ฉันพูดได้เลยว่าความฝันของฉันเป็นจริงแล้ว และอยากแชร์เรื่องนี้ให้หลายๆคนได้มีกำลังใจว่า คนธรรมดาที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์มากมายหรือ profile ดีเลิศอะไร (อันนี้ไม่ได้แกล้งถล่มตนแต่อย่างใด ฉันเคยคุยกับ MBA student ที่เป็นลูกเจ้าของโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือคนที่จบและทำงานต่างประเทศมาทั้งชีวิตมาแล้ว พวกเค้าเลิศกว่าฉันเยอะ) แต่มีความพยายาม ความตั้งใจ และสามารถในการก้าวผ่านความท้อที่จะเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของการสมัคร ก็สามารถเข้าเรียนในมหาลัยระดับโลกได้เหมือนกันนะ

9 comments

  1. So excited.
    Nobody cant stop you Jane.

  2. ขอบคุณที่เขียนขึ้นมานะคะ ได้อะไรจากการอ่านเยอะมากค่ะ
    หลังจากนั้นเขียนต่ออีกเรื่อยๆนะคะ

  3. พี่เจน ขออีเมลล์สอบถามเป็นการส่วนตัวได้มั้ยคะ ( [email protected])

  4. Congratulations Jane!

    แอบเป็นแฟนคลับโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่มีคนพาพี่เข้าไปนั่งโต๊ะข้าง ๆ กับทีมเจน จนวันที่พี่ออก พี่ประทับใจน้องมาก
    ทั้งทัศนคติ ความตั้งใจ แล้วก็ความคิดความอ่านที่มันมากกว่าคนรุ่น ๆ เดียวกัน หรือมากกว่า ดีใจด้วยน้า

    • ขอบคุณมากๆนะคะ ยังจำวันแรกที่คุยกับพี่ได้อยู่เลย

  5. ยินดีกับพี่เจนด้วยนะคะ ชื่นชมพี่เจนมากๆเลยค่าา หนูรออ่านประสบการณ์ตอนไปเรียนของพี่ไม่ไหวแล้ว หนูสนใจไปเรียนต่อ MBA แต่หนูไม่ได้เรียนอะไรที่ใกล้เคียงด้านนี้เลย ความรู้ด้านนี้บ๋อแบ๋สุดๆ ต้องขอบคุณพี่เจนที่แชร์คำแนะนำดีๆในการอ่านหนังสือ การทำข้อสอบ ไปจนการเขียน SOP resume

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*